Lifestyle

กระดูกพรุน

หากพูดถึงภาวะ กระดูกพรุน แล้วหลายคนจะนึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นโรคของผู้สูงอายุ อีกทั้งยังเข้าใจว่าโรคกระดูกพรุนยังเป็นโรคทั่วไป ที่ใคร ๆ ก็เป็นได้เรื่องธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่าหากเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่แย่ลงโดยไม่จำเป็น ซึ่งบางรายอาจส่งผลเสียถึงเสียชีวิตได้ ในบทความนี้  MamyKid จะมาบอกเล่าเกี่ยวกับโรค กระดูกพรุน ให้รู้ทัน ป้องกัน และรักษาทันเพื่อลดผลเสียที่อาจเกิดขึ้น

ภาวะกระดูกพรุนคืออะไร?

โรคของกระดูกที่มีการลดลงของมวลกระดูก และมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของกระดูก ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อกระดูกหักได้ง่ายกว่าปกติ โดยปกติกระดูกจะมีเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) ทำหน้าที่สร้างกระดูกขึ้นมาใหม่จากแคลเซียมและโปรตีน ตามกระบวนการการเจริญเติบโตของร่างกาย คอยทดแทนกระดูกส่วนที่สึกหรอ  มีเซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายเนื้อกระดูกเก่า ส่วนโรคกระดูกพรุนเกิดจากการทำงานที่ไม่สมดุลกันของเซลล์กระดูกทั้ง 2 ชนิด จึงทำให้มีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก โดยอาจเป็นเพราะมีปริมาณแคลเซียมในร่างกายไม่เพียงพอต่อกระบวนการสร้างกระดูก หรืออาจมีความผิดปกติของเซลล์กระดูก

กระดูกพรุน

กระดูกพรุน เกิดเฉพาะผู้สูงวัยอย่างเดียวหรือไม่?

ในผู้สูงวัยจะมีการเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่า แต่การเกิดโรคกระดูกพรุนไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้น หากคนที่อายุน้อยและมีโรคประจำตัวที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของกระดูกพรุน ก็อาจเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ เช่น มะเร็ง ไทรอย์ดเป็นพิษ หรือ โรคที่รักษาด้วยยาสเตียรอยด์ เช่น ยาโรคกระเพาะ

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

ปัจจัยบางอย่างอาจเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนได้ เช่น

  • อายุ ด้วยวัยที่เพิ่มมากขึ้น กระบวนการเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มช้าลง การทดแทนกระดูกส่วนที่สึกหรอก็จะเป็นไปได้ช้าด้วย หากร่างกายขาดแคลเซียมในปริมาณที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน เมื่อแก่ตัวลง กระดูกก็จะเปราะบางและแตกหักง่ายหากถูกกระทบกระเทือนแม้ไม่รุนแรงก็ตาม เช่น การล้ม การกระแทก เป็นต้น
  • กรรมพันธุ์ หากบุคคลในครอบครัว เช่น ปู่ ยา ตา ยาย มีอาการของโรคกระดูกพรุนอย่างชัดเจน โอกาสที่บุตรหลานจะมีอาการ เช่นกันนั้นสูงถึง 80% ส่วน 20% ที่เหลือนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะในการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย
  • ฮอร์โมน การลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิงอย่างการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนก็อาจทำให้กระดูกพรุนและเปราะบาง ส่วนในเพศชายจะมีความเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อมีการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) น้อยลง
  • ความผิดปกติในการทำงานของต่อมและอวัยวะต่าง ๆ เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ไตและตับทำงานผิดปกติ เป็นต้น  
  • โรคและการเจ็บป่วย เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต และกระเพาะ ลำไส้อักเสบ โรคทางเดินอาหาร กรดไหลย้อน โรคความผิดปกติด้านการกิน โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแพ้กลูเตน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งกระดูก เป็นต้น
  • แคลเซี่ยมต่ำ การไม่ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่ม สาว ซึ่งเป็นช่วงที่ควรสร้างความหนาแน่นของกระดูกมากที่สุด
  • ยา อาจเกิดจากการใช้ยาสำหรับโรคบางอย่างที่นำสู่การลดความหนาแน่นของ กระดูก เช่น ออร์ติโซน สำหรับโรคไขข้ออักเสบ, โรคหืด, ยาเฮปาริน สำหรับโรคหัวใจ และความดันโลหิต การรักษาโดยการฉายรังสี หรือการให้ สารเคมีก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่มีการทำลายเซลล์กระดูก ซึ่งนำไปสู่โรคกระดูกพรุน
  • ขาดวิตามินดี เพราะในวิตามินดีมีความจำเป็นในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ในบ้านเรามักจะไม่มี ปัญหาการขาดวิตามีนดี เนื่องจากมีแสงแดดตลอดปี
  • พฤติกรรมเสี่ยง การสูบบุหรี่ การดื่มสุราเป็นประจำ จะลดประสิทธิภาพการดูดซึม ธาตุแคลเซียม ใน ร่างกาย ทำให้กระดูกเสื่อมและหดลงเร็ว
  • คาเฟอีน การดื่มกาแฟมาก ๆ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเช่น โค้ก, ชา เป็นต้น ก็ทำให้กระดูกเสื่อมง่ายขึ้น
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การนั่งหรืออยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ เป็นเวลานาน รวมทั้งการทำงานที่ต้องเคลื่อนไหว ร่างกายอย่างหักโหมล้วนส่งผลต่อสุขภาพกระดูกทั้งสิ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้สูง
กระดูกพรุน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกระดูกพรุน?

โดยปกติแล้วการวินิจฉัยจะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย แต่จะสามารถยืนยันผลได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีด้านรังสีวินิจฉัยที่เรียกว่าการตรวจความหนาแน่นของกระดูก หรือเรียกอย่างย่อว่า BMD ซึ่งย่อมาจาก Bone mineral density เป็นการวัดมวลกระดูกได้เป็นค่าสถิติเพื่อให้สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนในเชิงปริมาณอันจะนำไปสู่การรักษา จะช่วยวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำ และยังเป็นแนวทางการรักษาว่าจำเป็นต้องรักษาโดยใช้ยา หรือไม่ใช้ยา และช่วยรักษาให้ทันการเพื่อป้องกันและลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากภาวะกระดูกพรุนที่ตามมา

การตรวจวัดความแข็งแรงของกระดูก

จะตรวจสอบจากค่าดัชนีความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density) โดยมีวิธีการ หรือเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ตรวจสอบค่านี้ได้ วิธีการที่แม่นยำและได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน คือ การใช้รังสีเอ็กซ์เรย์ในระดับต่ำ (dual energy X-ray absorptiometry = DEXA)

กระดูกพรุน

ค่าความหนาแน่นมวลกระดูกที่วัดได้ จะนำไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของคนสุขภาพดีอายุน้อยทั่วไป โดยค่าได้ ที่ได้จะเรียกว่าค่า T-score ค่านี้จะบ่งชี้ถึงความแข็งแรง หรือความหนาแน่นของมวลกระดูกตามมาตรฐานต่อไปนี้ค่า T score อยู่ระหว่าง -1 ถึง 0 ถือว่าปกติ

ค่า T score อยู่ระหว่าง -2.5 ถึง -1 ถือว่ามีภาวะกระดูกบาง (osteopenia)

ค่า T score น้อยกว่า -2.5 ลงไปถือว่ามีภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis)

ยิ่งค่า T score ติดลบมากแสดงว่า กระดูกมีปัญหามาก นั่นหมายความว่า ภาวะกระดูกพรุนรุนแรงและอันตราย กว่าภาวะกระดูกบางนั่นเอง

แพทย์จะวินิจฉัยให้ส่งตรวจวัดความหนาแน่นกระดูกเมื่อใด ?

  1. ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป
  2. หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี
  3. มีภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี ก่อนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
  4. ได้รับยากลูโคคอร์ติคอยด์เป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือน
  5. มีประวัติบิดาหรือมารดากระดูกสะโพกหัก
  6. หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
  7. หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีส่วนสูงลดลง อย่างน้อย 4 เซนติเมตร
  8. ตรวจพบภาวะกระดูกบาง หรือกระดูกสันหลังผิดรูป จากการถ่ายภาพรังสีเอกซ์
  9. มีประวัติกระดูกหักจากอันตรายแบบไม่รุนแรง

อาการอะไรที่แสดงถึงภาวะโรคกระดูกพรุน

ภาวะโรคกระดูกพรุน ช่วงเริ่มแรกจะไม่เป็นที่สังเกต จะเหมือนกับภาวะความดันโลหิตสูง หากเราไม่วัดความดัน ก็จะไม่ทราบว่าเป็นโรคดังกล่าว แต่ว่าถ้าโรคดำเนินไปสักระยะหนึ่งก็จะมีแสดงอาการออกมาได้ ซึ่งบางทีการรอเวลาให้แสดงอาการ อาจช้าไป อาการที่แสดงได้แก่ ปวดหลัง ผู้สูงอายุ อาจมีหลังโก่ง หรือมีกระดูกยุบ ทำให้ความสูงต่ำลง หากเกิดมีอุบัติเหตุที่แรงกระแทกไม่มาก ล้มนิดหน่อย ซึ่งคนในภาวะปกติจะไม่เกิดกระดูกหัก แต่คนที่มีภาวะกระดูกพรุนจะเกิดกระดูกหักได้ พบบ่อยตามข้อมือ ต้นแขน สะโพก หรือกระดูกสันหลัง

การรู้ว่าเราเป็นโรคกระดูกพรุนเร็วมีส่วนช่วยอย่างไรบ้าง?

การรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะทำให้ส่งผลให้เกิดการรักษาเร็วขึ้นเท่านั้น เหมือนกับโรคพื้นฐานทั่วไป โดยยิ่งใช้หลักการป้องกันยิ่งดี ยิ่งรู้เร็วเท่าไหร่ก็อาจส่งผลให้เกิดผลเสียน้อยเท่านั้น หรืออาจยังไม่เกิดเลย เช่นกระดูกหัก หากเกิดหักแล้ว ก็อาจส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกทั้ง ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ตามมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้สูงอายุ

การรักษามีอย่างไรบ้าง?

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

  • การรักษาโดยไม่ใช้ยา เช่นการเลือกรับประทานอาหาร โดยต้องทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมให้เพียงพอ เช่นปลาเล็กปลาน้อย นม ชีส ผักคะน้า บล็อกโคลี่ กะปิ เป็นต้น เพื่อไปเพิ่มเติมแคลเซียมในร่างกาย พร้อมกับการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น การออกกำลังกายที่มีลักษณะการออกแรงกระทำต่อกล้ามเนื้อและกระดูก ช่วยทำให้มีมวลกระดูกที่ดีขึ้น เช่น การเต้นแอโรบิค หรือ การเดินเร็ว โดยควรต้องพิจารณาเรื่องอายุและโรคที่มีร่วมด้วย เพราะหากมีโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมกับกระดูกพรุนก็อาจออกแรงวิ่งเร็ว ๆ ไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีเดินเร็ว หรือ ใช้การรำไทเก๊กทดแทน
  • การรักษาโดยใช้ยา สามารถแบ่งออกได้ทั้งยากิน หรือยาฉีด ซึ่งการรักษาโดยใช้ยาแนะนำควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแนวทางการรักษาอย่างถูกต้อง

ผลเสียหากไม่รักษา

เมื่อเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุน แล้วไม่ยอมเข้ารับการรักษา จะส่งผลให้เกิดคุณภาพชีวิตที่แย่ลง มีการปวดเรื้อรัง ทั้งนี้การที่เป็นภาวะกระดูกพรุนแล้ว หากปล่อยไว้และไม่รักษาก็สามารถเกิดกระดูกหัก และเกิดการหักซ้ำได้ ไม่ว่าจากอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์กระแทกเพียงเล็กน้อย ก็อาจเกิดเหตุการณ์กระดูกหักได้ และในผู้สูงอายุการหกล้มสะโพกหักอาจกลับมาเดินไม่ได้ปกติ จึงอาจเกิดการนอนติดเตียงได้ในผู้สูงอายุ เมื่อเกิดการนอนติดเตียง ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย โรคเรื้อรังต่าง ๆ ก็ตามมาได้ เช่น แผลกดทับ ปอดบวม ติดเชื้อ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลงโดยตามลำดับมากยิ่งขึ้น

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุน

เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ด้วยตนเอง ดังนี้

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช้แรงหักโหมจนเกิดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อกระดูกและร่างกาย ส่วนผู้ที่ออกกำลังอย่างหนัก หรือเลือกออกกำลังกายแบบที่ใช้พละกำลังสูง อย่างการยกน้ำหนัก ควรหมั่นตรวจสุขภาพและความพร้อมของร่างกายอยู่เสมอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามโภชนาการที่ร่างกายควรได้รับ บริโภคโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมทั้งโปรตีนจากพืชและสัตว์ และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี ซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่สำคัญต่อการสร้างกระดูก โดยควรรับประทาน อาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม น้ำส้ม เต้าหู้ งา กุ้งฝอย ปลาตัวเล็ก ถั่วต่าง ๆ และผักใบเขียวอย่างผักคะน้า ผักกระเฉด ใบยอ ใบชะพลู สะเดา กะเพรา ตำลึง เป็นต้น และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ตับ ไข่แดง นม เนื้อ ปลาทู ฟักทอง เห็ดหอม เป็นต้น
  • รับแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินดีในเลือด
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรดสูงอย่างแอลกอฮอล์หรือน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างชาหรือกาแฟ
  • ไม่สูบบุหรี่และไม่ใช้สารเสพติด
  • ระมัดระวังในการใช้ยา โดยเฉพาะยากลุ่ม สเตียรอยด์ ที่ต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากกว่า 50 ปีควรเข้ารับการตรวจวัดกระดูกเพื่อป้องกันการเสื่อมแต่เนิ่น ๆ
Tags
Back to top button
error: Content is protected !!
Close