About Kids

การดูแลลูกช่วงปฐมวัย

การพัฒนาเด็กปฐมวัยมีความสําคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสมองของเด็กได้รับการสร้าง และพัฒนาอย่าง รวดเร็ว การพัฒนาเด็กในช่วงนี้ จะเป็นรากฐานสําคัญของการเรียนรู้ และการพัฒนาตลอดชีวิต ซึ่งถ้าเราปล่อยให้ เวลาอันมีค่านี้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ เพราะการพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ของ มนุษย์จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในช่วงปฐมวัยเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเผชิญหน้ากับลูกที่อยู่ในช่วยปฐมวัย อาจกำลังปวดหัวกับการหาวิธีที่ดีสุดใน การดูแลลูกช่วงปฐมวัย MamyKid รวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์ มาฝากกันแล้วค่ะ

ความสำคัญของช่วงปฐมวัย

 “เด็กปฐมวัย” ตามความหมายของ The National Association for Education of Young Children’s Early Childhood Education Guidelines (Seefeldt & Barbour. 1986 : Preface)      ให้ความหมายว่า “ เด็กปฐมวัย” หมายถึง เด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 8 ปี

การดูแลลูกช่วงปฐมวัย

เด็กในวัยเริ่มแรกของชีวิต หรือที่เรียกว่า “เด็กปฐมวัย” คือ วัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 8 ปี จัดได้ว่า เป็นระยะที่สำคัญที่สุดของชีวิต ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม บุคลิกภาพ โดยเฉพาะด้านสติปัญญา จะเจริญมากที่สุด ในช่วงนี้ และพัฒนาการใด ๆ ในวัยนี้จะเป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการในช่วงอื่น ๆ ของชีวิตเป็นอย่าง มาก  ดังที่นักจิตวิทยา และนักการศึกษาได้กล่าวถึงความสำคัญของเด็กในวัยนี้ ดังนี้ 

ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud, 1949) นักจิตวิเคราะห์ ได้ย้ำให้เห็นว่า วัยเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์คือ ระยะ 5 ปีแรกของคนเรา ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับในตอนต้น ๆ ของชีวิต จะมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเราตลอดจนถึงวาระสุดท้าย เขาเชื่อว่า การอบรมเลี้ยงดูในระยะปฐมวัยนั้น จะมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กในอนาคต       

Sigmund Freud

เบนจามิน เอส บลูม (Benjamin S. Bloom, 1964) ได้รายงานผลการวิจัยของเขาในหนังสือ ชื่อ“ความมั่นคง และเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพของมนุษย์” (Stability and Change in Human Characteristics) หนังสือเล่มนี้ ได้ทำให้นักศึกษาหลาย ๆ ท่านที่มีข้อสงสัย ในเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยในระยะเริ่มแรก มีความเชื่อมั่น และเข้าใจว่า เด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงขวบปีแรก จะพัฒนาร้อยละ 20 เมื่อมีอายุ 4 ปี จะพัฒนาด้านสติปัญญาถึงร้อยละ 50 และจากช่วงอายุ 4 – 8 ปี จะพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 รวมเป็น 80 % และที่เหลืออีก 20 % จะอยู่ในช่วง 8 – 17 ปี

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสติปัญญาของมนุษย์มากกว่า 3 ใน 4 จะได้รับการพัฒนาเมื่อเด็ก ซึ่งถ้าหากว่าไม่ได้รับการพัฒนา ในด้านสติปัญญาอย่างถูกต้อง ความสามารถในการเรียนรู้ อาจจะถูกยับยั้ง บลูมยังพบอีกด้วยว่า สิ่งแวดล้อมมีส่วนสำคัญ ที่จะทำให้พัฒนาการของบุคคลชะงักงันหรือเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งแสดงว่า สิ่งแวดล้อมมีผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กในระยะ 6 ปีแรกของชีวิตมากกว่าในระยะอื่น ๆ           

Bloom

อีริคสัน (Erik Erikson, 1967) กล่าวว่า วัยทารกตอนปลายเป็นช่วงที่บุคคลเรียนรู้เจตคติของความมั่นใจหรือไม่มั่นใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับการที่พ่อแม่ให้สิ่งที่เด็กต้องการ สำหรับอาหาร การเอาใจใส่ และความรักอย่างชื่นชม เจตคติเหล่านี้ซึ่งเด็กมีอยู่จะคงอยู่มากหรือตลอดชีวิตและสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจของคนทั่วไปและสถานการณ์ของบุคคลได้          

Erikson

จากความเห็นดังกล่าว พอสรุปได้ว่า ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ เพราะเป็นช่วงที่พัฒนาการ ทุกด้านเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา การพัฒนาเด็กในช่วงวัยนี้ จะเป็นการวางพื้นฐานทางด้านจิตใจ อุปนิสัยและความสามารถ ซึ่งจะมีผลต่อไปในอนาคตของเด็ก  

สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้สำหรับ การดูแลลูกช่วงปฐมวัย

การดูแลลูกช่วงปฐมวัย

ขณะที่ลูกยังอยู่ในวัยแรกเกิดถึงปฐมวัย ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการดูแล สอน และฝึกนิสัยต่าง ๆ  ให้กับลูก หลายครั้งที่พ่อแม่ทำบางสิ่งบางอย่างโดยที่ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น จะมีผลต่อลูกในระยะยาว วันนี้  เราจะแนะนำสิ่งที่พ่อแม่ควรจะเตรียมตัว และต้องรู้ก่อนที่จะเผลอทำผิดกับลูกโดยไม่ตั้งใจกัน

ควรจะเข้าใจพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงอายุ – เด็กที่เติบโตขึ้นแล้วมีปัญหา เช่น เป็นเด็กดื้อ, ไม่ยอมกินข้าว  (กินแต่ขนมหรือนม), เป็นเด็กก้าวร้าว, หรือแม้กระทั่งติดการอุ้ม ฯลฯ พ่อแม่ต้องเข้าใจก่อนว่า สิ่งเหล่านี้คือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งกระทบต่อเด็ก มันไม่ใช่ความผิดของเด็กทั้งหมดเสมอไป ดังนั้นพ่อแม่ควรจะต้องปรับทัศนคติก่อน หากลูกของตัวเองมีปัญหา อย่าได้โทษหรือเหมาเอาว่าทั้งหมดเป็นความผิดของลูก แต่ขอให้ย้อนกลับ มาพิจารณาถึงสาเหตุ และการเลี้ยงดูเป็นอันดับแรกเสมอ

อย่าปล่อยให้ลูกเผชิญปัญหาโดยลำพัง – การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ พ่อแม่ควรจะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขด้วย  ไม่ใช่การตวาด ว่ากล่าว ให้เด็กปรับปรุงแล้วจบเพียงแค่นั้น เพราะเด็กจะมีความรู้สึกต่อต้าน (เพราะปมในใจของ เขายังไม่ได้ถูกแก้ไข) ไม่ว่าจะเป็นการฝึกให้ลูกเข้าห้องน้ำ, อาบน้ำ, ทานอาหาร ฯลฯ พ่อแม่ควรจะรู้ว่า ลูกของ ตัวเองในช่วงอายุขณะนั้นกำลังต้องการและมีอุปนิสัยอย่างไร

อย่าหวังพึ่งบุคคลอื่นในการแก้ไขปัญหามากเกินไป – บางครั้งการเอาปัญหาของลูกไปปรึกษาคุณหมอก็เป็นเรื่องที่ดี แต่พ่อแม่หลายคนเหมือนกับวิตกกังวลมากเกินไป จึงนำทุกเรื่องไปปรึกษาคุณหมอ หรือผู้เชี่ยวชาญตลอดเวลา พ่อแม่ที่ดีควรจะศึกษา และค้นคว้าหนทางการแก้ไขปัญหาลูกของตัวเองให้มากก่อนที่จะไปขอคำปรึกษาจากผู้อื่น

อย่าเอาตัวเองเป็นไม้บรรทัด – พ่อแม่หลายคนมักจะทำผิดโดยไม่ตั้งใจ โดยการเอามาตรฐานของตัวเอง หรือความคาดหวังของตัวเองเป็นที่ตั้ง เมื่อลูกไม่สามารถทำได้ตามที่ตัวเองตั้งใจไว้ (ทั้งการกระทำ คำพูดต่าง ๆ รวมถึงวิธีคิด) พ่อแม่หลายคนกลับทำผิดพลาดด้วยการว่ากล่าวลูก หรือดุด่า ตี ฯลฯ ซึ่งพ่อแม่ควรจะเข้าใจให้มากว่า ลูกของตัวเองนั้น ไม่ใช่ตุ๊กตา ลูกของตัวเองนั้นมีความคิด มีสมอง มีวิธีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง แม้ว่าเขาจะยังเป็นเด็กอยู่ก็ตาม พ่อแม่ที่ดีจึงควรที่จะส่งเสริมจุดเด่นของลูก และพัฒนาปรับปรุงจุดด้อยของลูกให้ดีขึ้น ไม่ใช่การบังคับให้ลูกต้องมีจุดเด่นตามที่พ่อแม่ต้องการ

อดทนกับลูกให้มาก – ความอดทนของพ่อแม่นั้นแม้ว่าจะมีมาก แต่พ่อแม่ก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดา ความอดทนต่อสิ่งเร้า เช่น ลูกร้องไห้, ความดื้อ ซน ของลูก, กริยาต่างๆ ที่ลูกกระทำต่อพ่อแม่ ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้พ่อแม่โมโห และเผลอตวาด ใช้คำพูดที่รุนแรง หรือใช้ความรุนแรงตอบกลับไป จะทำให้ลูกได้รับผลกระทบ และจำฝังใจไปจนโต ดังนั้นหากรู้ตัวว่าลูกเริ่มกวนใจ อาจจะใช้วิธีเดินออกไปสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยกลับมานั่งคุยกันอีกครั้งจะดีกว่า

ปัญหาที่มักเกิด

ปัญหาที่เกิดกับเด็กปฐมวัยนั้นมีหลายด้าน แต่ที่ถือว่าเป็นสถานการณ์วิกฤตที่กำลังทวีความรุนแรง และเราควรระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหากับครอบครัวเรา จะมีประเด็นใหญ่ ๆ ดังนี้

การดูแลลูกช่วงปฐมวัย

การเร่งรัดพัฒนาสมองลูก ด้วยการติวสอบเข้าอนุบาล – สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองเด็กในวัยแรกเกิด – 3 ปี คือการอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ การเลี้ยงดูเหมาะกับวัยและเล่นอิสระ แต่สถานการณ์จริงพบว่าผู้ปกครองจำนวนมาก วางแผนด้านการศึกษาให้แก่ลูกตั้งแต่ยังแบเบาะ จริงจังกับการสรรหาโรงเรียนที่เชื่อว่ามีคุณภาพการสูง มุ่งหวังให้ลูกเข้าเรียนในสถาบันที่ดีที่สุด

การติวเพื่อสอบเข้าอนุบาล เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้ปกครอง โดยไม่รู้ว่าการเร่งรัดพัฒนาสมองลูกให้ติวสอบตั้งแต่ยังเล็กนั้น จะส่งผลเสียต่ออนาคตของลูกมากกว่า

เด็กจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้ท่องจำตำรา จำกัดกรอบในการคิดมุ่งเน้นให้เด็กจริงจังกับการสอบตั้งแต่เด็ก ถูก เร่งให้อ่านออกเขียนได้ บวกลบเลข ทำสิ่งต่าง ๆ เกินวัย ด้วยคาดหวังให้เด็กเป็นคนเก่ง  ทั้งที่จริงการเป็นคน เก่งอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขได้ แต่กลับสร้างภาวะเครียดในสมองเด็ก ปิดกั้น ความคิดสร้างสรรค์ ปลูกฝังนิสัยชอบการแข่งขัน เอาชนะไม่รู้ตัว มีเด็กไม่น้อยที่ผิดหวังกับการสอบ จนหมด ความเชื่อมั่นในตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก

ยัดเยียดลูกเรียนหลายภาษา ตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ – ถึงแม้ศักยภาพของสมองเด็ก จะมีคุณสมบัติอันน่าทึ่งที่สามารถเรียนรู้เข้าใจภาษาได้หลายภาษาพร้อมกันก็ตาม แต่ในขวบปีแรกโลกการสื่อสารที่เหมาะกับเด็ก ก็คือการ สื่อสารที่สะท้อนความรัก ความเข้าใจ ระหว่างพ่อแม่ลูก และคนในครอบครัว

การสอนภาษาสำหรับเด็ก ควรเป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เน้นจดจำคำศัพท์แบบเอาเป็นเอาตาย เพื่อหวังให้ลูกมี ความสามารถรอบด้านเมื่อภาษาแรกยังสื่อสารไม่เป็น แต่ถูกยัดเยียดภาษาที่สองและสามอย่างเร่งรัดมากไป ส่งผลให้เด็กสับสน มีพัฒนาการช้าลง หลายคนพูดช้ากว่าเกณฑ์ หลายคนสื่อสารแบบท่องจำ โดยไม่เข้าใจ  ความหมายที่แท้จริง และไม่ได้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันแต่อย่างใด  

เด็กเอาแต่ใจ จากการเลี้ยงดูแบบ Over Protect – การเลี้ยงดูลูกแบบเอาใจมากเกินไป ได้สร้างผลกระทบต่อ ตัวเด็กเอง เหมือนคำพูดที่ว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” เมื่อเด็กถูกตามใจหรือได้รับการปกป้องจากพ่อแม่ในทุก ๆ เรื่อง แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ทำให้เด็กขาดภูมิคุ้มกันในด้านความผิดหวัง ตั้งตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก การอยู่ ร่วมกับผู้อื่นเป็นไปได้ยากและไม่ราบรื่นนัก หากไม่อยากให้ลูกเกิดปัญหานี้คุณพ่อคุณแม่ต้องวางบทบาทตัวเอง ให้อยู่ในเส้นกลางจะดีที่สุด

ติดเทคโนโลยีมากไป – ปัญหาเด็กติดเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ มือถือ แทปเล็ต คอมพิวเตอร์ นับวันยิ่งเป็นปัญหาที่ขยายวงกว้างขึ้น มีเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นทั้งปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และพัฒนาการถดถอย

การดูแลลูกช่วงปฐมวัย

ในหลักการสากลนั้นแนะนำไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ดูโทรทัศน์ แทปเล็ต หรือมือถือ เพราะเกิดผลเสียต่อประสาทตา ส่งผลให้สายตาสั้น จอประสาทตาเสื่อมเร็วเกิดอายุ สมองเด็กถูกปลุกเร้ามากเกินไปปวดหัวง่าย หงุดหงิดง่าย และนอนหลับยากด้วย

สำหรับผลกระทบด้านสังคม ก่อให้เกิดบุคลิกนิสัยเก็บตัว อยู่แต่ในโลกของตัวเอง ไม่ออกกำลังกาย กลายเป็นเด็กอ้วน ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ต้องการสื่อสารกับผู้อื่น พัฒนาการด้านการสื่อสารลดลง พูดช้า เข้าสังคมไม่เป็น ก่อให้เกิดปัญหาระยะยายาวจนถึงวัยเติบโต

เพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ คุณพ่อคุณแม่ จึงควรตระหนักเสมอถึงแนวทางการพัฒนาเด็กที่เหมาะสมกับวัย ไม่ใช่มุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนเก่งอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรมีเป้าหมาย ให้เด็กเป็นได้ทั้ง คนดี คนเก่ง และมีความสุข จึงจะเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมได้การเลี้ยงดูลูกจะเป็นสิ่งที่ง่ายและไม่มีปัญหาอะไรหนักใจหากพ่อแม่สามารถเข้าใจ และรู้ถึงปัญหาของเด็กในแต่ละช่วงวัย เมื่อพ่อแม่เข้าใจนิสัยของเด็กในแต่ละช่วงอายุวัยแล้ว การรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นก็จะเป็นเรื่องที่ไม่เหนือบ่ากว่าแรงคุณพ่อคุณแม่ไปได้

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close