Lifestyle

คอลลาเจน

เมื่อพูดถึงคำว่า คอลลาเจน หลาย ๆ คนคงรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เนื่องจากคอลลาเจนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในเรื่องเกี่ยวกับความสวยความงาม ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนที่เป็นอาหารเสริมบำรุงสุขภาพ บำรุงผิวพรรณ ชนิดน้ำ ชนิดแคปซูล รวมทั้งครีมบำรุงผิวบางชนิดที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน แต่รู้หรือไม่ว่า คอลลาเจนมีความสำคัญต่อร่างกายของเราเนื่องจากเป็นส่วนประกอบของกระดูก ฟัน กระดูกอ่อน เอ็น เอ็นยึดข้อ และเป็นโครงสร้างหลักของผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น แข็งแรง กระชับ เต่งตึง และช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น วันนี้ MamyKid จะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับ คอลลาเจน ให้ดียิ่งขึ้น

คอลลาเจน คืออะไร ?

คอลลาเจน (Collagen) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่มีการรวมตัวของกรดอะมิโน (Amino Acid) หลายชนิดต่อกันเป็นสายยาว ที่สำคัญ ได้แก่ Glycene Prolene และ Hydroxyprolene เส้นใยคอลลาเจนมีลักษณะเป็นสายเกลียวที่มีหน่วยโมเลกุลเกี่ยวพันกันมากมาย โดยปกติผิวหนังมีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มาก ผิวหนังของมนุษย์จึงมีความยืดหยุ่น แต่นอกจากผิวหนังแล้ว ร่างกายของมนุษย์เรายังมีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบของ กระดูกอ่อน เอ็นกล้ามเนื้อและกระดูก ข้อต่อ ขน เส้นผม รวมถึงเนื้อเยื่อทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งคอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เซลล์ยึดเกาะกัน

คอลลาเจนจะคอยทำหน้าที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับชั้นผิว ทำให้ผิวมีความเต่งตึง เรียบเนียน ลดริ้วรอย จากผิวที่โดนทำลาย ทำหน้าที่เหมือนกาวที่คอยเชื่อมเซลล์แต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน

คอลลาเจน

สำหรับวัยหนุ่ม วัยสาว อาจจะยังไม่เห็นความสำคัญของคอลลาเจนกันมากนัก เพราะคอลลาเจนจะมีอยู่มากในช่วงวัยเด็ก ไปจนถึงวัยรุ่นตอนปลาย ในช่วง 20 ปีต้น ๆ ผิวหนังของเราจะประกอบไปด้วยคอลลาเจนสูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นจะค่อย ๆ สูญเสียคอลลาเจนลงปีละกว่า 1.5% และเมื่อใดที่มีอายุเลย 25 ปีขึ้นไปแล้ว ช่วงอายุนั้นจะเป็นช่วงอายุที่คอลลาเจนในร่างกายค่อย ๆ เสื่อมสภาพลง อันเป็นสาเหตุให้การเชื่อมต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายอ่อนแอลง ทำให้ผิวหนังอ่อนแอ ขาดความยืดหยุ่น ขาดความกระชับ เต่งตึง เหี่ยวย่น และเกิดริ้วรอยได้ง่าย หากไม่ได้รับการดูแล รักษาที่ดี ผิวหน้าอาจจะแก่กว่าวัยได้

คอลลาเจน

คอลลาเจนมีกี่ประเภท

คอลลาเจนในร่างกายมนุษย์มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน แต่ประเภทที่พบบ่อย และจำเป็นต่อร่างกาย จะแบ่งออกเป็น 6 ประเภท คือคอลลาเจนประเภทที่ 1,2,3,4,5 และ 10 ดังนี้

1. คอลลาเจนประเภทที่ 1 (Collagen Type 1) – เป็นคอลลาเจนที่มีปริมาณมากที่สุดถึง 90% ในร่างกาย พบมากในผิวหนัง เส้นผม เล็บ ผนังหลอดเลือด กระดูก เส้นเอ็น รวมถึงอวัยวะต่าง ๆ คอลลาเจนชนิดนี้เป็นคอลลาเจนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อร่างกาย เพราะช่วยเสริมสร้างกระดูก ช่วยรักษาบาดแผล สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง คอยปกป้องไม่ให้เนื้อเยื่อเกิดการฉีกขาด และเมื่อเราโตขึ้นคอลลาเจนชนิดที่ 1 นี้ จะถูกสังเคราะห์มาแทนที่คอลลาเจนชนิดที่3

2. คอลลาเจนประเภทที่ 2 (Collagen Type 2) – เป็นคอลลาเจนที่มีความสำคัญต่อร่างกายเช่นเดียวกัน เพราะคอลลาเจนชนิดนี้ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกอ่อนที่พบได้ในเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งหากกระดูกอ่อนมีความแข็งแรง ก็จะทำให้ข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกายของเราแข็งแรงไปด้วย ซึ่งคอลลาเจนชนิดนี้จะเป็นประโยชน์ในการป้องกันอาการเจ็บข้อต่อ หรืออาการของโรคไขข้อต่าง ๆ

3. คอลลาเจนประเภทที่ 3 (Collagen Type 3) – เป็นคอลลาเจนที่เป็นตัวสร้างอวัยวะและผิวหนังของเรา โดยมักพบพร้อมกันกับคอลลาเจนประเภทที่ 1 ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและกระชับ อีกทั้งยังสร้างเส้นเลือดและเนื้อเยื่อภายในหัวใจ ดังนั้นหากร่างกายขาดคอลลาเจนประเภทที่ 3 อาจจะทำให้มีความเสี่ยงของเส้นเลือดแตก

4. คอลลาเจนประเภทที่ 4 (Collagen Type 4) – มีหน้าที่ในการสร้างเบซัลลามินา พบได้ในเซลล์เยื่อบุผนังทึบที่สร้างเนื้อเยื่อที่ล้อมรอบอวัยวะกล้ามเนื้อและไขมัน และยังมีความจำเป็นสำหรับการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือดอีกด้วย

5. คอลลาเจนประเภทที่ 5 (Collagen Type 5) – เป็นคอลลาเจนที่สร้างพื้นผิวของเซลล์ เนื้อเยื่อต่างๆ และเส้นผม

6. คอลลาเจนประเภทที่ 10 (Collagen Type 10) – เป็นคอลลาเจนที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกใหม่ และกระดูกอ่อนของข้อ ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่มีประโยชน์ในการรักษาอาการกระดูกแตก และซ่อมแซมข้อต่อ

คอลลาเจน

ถ้าร่างกายขาดคอลลาเจนจะเป็นอย่างไร ?

  • ผิวหนังแห้งกร้าน ไม่เต่งตึง ดูหยาบกระด้าง
  • ริ้วรอยเหี่ยวย่น ดูแก่ก่อนวัย
  • กระดูก และ ข้อต่อเสื่อม มีเสียงดังกร๊อบแกร๊บขณะเดินหรือลุก
  • มีอาการเจ็บเข่า ปวดหลัง ปวดเอว
  • ระบบไหลเวียนโลหิตเสื่อม
  • การเผาผลาญไขมันด้อยลง ทำให้อ้วนง่าย
  • สุขภาพโดยรวมไม่ดี
  • บาดแผลหายช้า
  • ผมไม่แข็งแรง ผมขาดหลุดร่วงง่าย
Collagen

Collagen ลดลงเมื่ออายุ 25+

เมื่ออายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนจะค่อย ๆ ลดน้อยลงไป ปีละ 1.5% เป็นต้นเหตุของผิวพรรณ หย่อนคล้อย รอยตีนกา แผลหายช้า แต่งหน้าไม่ติด ผิวพรรณหมองคล้ำ ผิวไม่นุ่มลื่น หรือ หน้าแก่ก่อน  วัย รวมถึงปัญหา ข้อเข่าเสื่อม ปวดเข่า ไขข้อ กระดูกไม่ค่อยแข็งแรง เล็บเปราะบาง ผมหลุดร่วง ไม่ สวยงามเหมือนวัยเด็ก เป็นต้น

เมื่อเราอายุมากขึ้นปัญหาเหล่านี้ก็จะเริ่มแสดงให้เราเห็นชัดขึ้น และที่สำคัญเลยก็คือ คอลลาเจน มีส่วนช่วยในการสร้าง กรดไฮยาลูนิค ที่จะช่วยป้องกันการเข้ามาย่อยสลายน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อของเอนไซม์

ปัจจัยอื่นที่ทำให้คอลลาเจนในร่างกายลดลง หรือผลิตได้น้อยลง

  1. การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายฟื้นฟูสภาพผิวพรรณไม่ทัน   
  2. การทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ทำให้ร่างกายขาดวิตามิน ในการผลิตคอลลาเจน  
  3. ดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน ทำให้ร่างกายทำงานไม่มีประสิทธิภาพ  
  4. ได้รับผลพิษ หรือมลภาวะที่อยู่ในอากาศ  
  5. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน  
  6. แสงแดด มีรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อผิวเป็นอย่างมาก   
  7. การสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  
คอลลาเจน

คอลลาเจนมีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

  1. ช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมัน
    การที่ร่างกายได้รับคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องจะช่วยทำให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้น ส่งผลให้มวลกล้ามเนื้อแต่ละจุดมีไขมันน้อยลง เซลล์กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้น และสามารถคงสภาพเป็นมัดกล้ามได้นานขึ้น ทำให้หลาย ๆ คนนิยมรับประทานคอลลาเจนเพื่อเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการทานอาหารเสริมอื่น ๆ

  2. ช่วยบำรุงผิว ผม เล็บ
    อย่างที่บอกไปว่าเมื่อคนเราแก่ตัวลงร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้ลดลง ซึ่งมันก็จะส่งผลอย่างชัดเจนกับเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังของเราเหี่ยวย่น และมีริ้วรอย ดังนั้นเมื่ออายุมากขึ้นเราจึงควรหาอาหารหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนมารับประทานเพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายผลิตได้น้อยลง ซึ่งผลลัพธ์ก็คือคอลลาเจนจะช่วยผลัดและซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังของเราให้มีความกระชับ เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ดูสุขภาพดี และกระจ่างใสมากขึ้น นอกจากนี้คอลลาเจนยังมีคุณประโยชน์ที่ดีงามต่อผิวหน้า เพราะสามารถช่วยป้องกัน ฝ้า กระ และช่วยลดเลือนจุดด่างดำ

    เท่านั้นยังไม่พอคอลลาเจนคือโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเส้นผม และเล็บ ถ้าหากว่าร่างกายมีการผลิตหรือได้รับคอลลาเจนที่เพียงพอก็จะส่งผลให้ผมของคุณไม่หลุดร่วง และสีเล็บดูสดใสอย่างเห็นได้ชัด
  3. บำรุงเอ็นและข้อต่อให้แข็งแรง
    เมื่ออายุมากขึ้นและร่างกายเริ่มผลิตคอลลาเจนลดลงจะส่งผลให้เอ็นและไขข้อของเราค่อย ๆ เสื่อมสภาพ ทำให้เราขยับตัวลำบาก เคลื่อนไหวช้า รวมถึงเกิดอาการกระดูกลั่น ปวดตามข้อต่อ และอาการอื่น ๆ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจนเพื่อมาช่วยบำรุงเอ็นและข้อต่อให้แข็งแรง เสริมสร้างความยืดหยุ่นให้ร่างกาย และที่สำคัญคือช่วยป้องกันตัวเองจากโรคเกี่ยวกับไขข้อต่าง ๆ อย่างไรก็ตามทางที่ดีเราควรเสริมสร้างร่างกายด้วยคอลลาเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ควรปล่อยให้ไขข้อเกิดปัญหาแล้วจึงหาคอลลาเจนมาทาน
  4. ช่วยปรับสมดุลและรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
    คอลลาเจนสามารถช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ด้วยการดูดซึมน้ำภายในลำไส้ทำให้สิ่งต่าง ๆ สามารถเคลื่อนที่ผ่านลำไส้ได้ดีขึ้น นอกจากนี้คอลลาเจนยังช่วยเป็นตัวประสานและลดการอักเสบของเนื้อเยื่อภายในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอย่างเช่น โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะ และโรคอื่น ๆ ได้
  5. บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง
    คนไทยส่วนมากจะนิยมรับประทานแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน โดยที่ไม่เคยคิดจะแตะคอลลาเจนเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วคอลลาเจนถือว่าเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูกและฟันไม่แพ้แคลเซียม เพราะคอลลาเจนทำหน้าที่เป็นเหมือนโครงสร้างหลักของกระดูกทั่วร่างกาย ถ้าขาดคอลลาเจนไปจะทำให้แคลเซียมไม่สามารถสะสมในกระดูกได้ ก่อให้เกิดเป็นภาวะกระดูกเสื่อม การดูกพรุน ดังนั้นในการบำรุงกระดูกและฟันนั้นเราจำเป็นจะต้องทานคอลลาเจนควบคู่กันไปกับแคลเซียมด้วย
  6. บำรุงและเสริมความยืดหยุ่นให้กับหลอดเลือด
    อีกหนึ่งความสำคัญของคอลลาเจนก็คือมันเป็นองค์ประกอบของหลอดเลือด ที่ทำหน้าที่คอยช่วยสร้างความยืดหยุ่น ให้หลอดเลือดสามารถทนรับแรงดันเลือดที่สูบฉีดเข้ามาได้ เมื่อร่างกายมีอายุมากขึ้นหลอดเลือดก็จะสร้างคอลลาเจนได้น้อยลงทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ เสื่อม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้สูงอายุจึงมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น ความดันเลือด หรือหลอดเลือดอุดตัน ซึ่งสาเหตุก็มาจากคอลลาเจนที่ลดน้อยลงนั่นเอง ดังนั้นถ้าหากว่าร่างกายได้รับคอลลาเจนอย่างพอเหมาะเป็นประจำ ก็จะช่วยป้องโรคหลอดเลือดทั้งหลายได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะ 


จำเป็นต้องกินผลิตภัณฑ์คอลลาเจนเพื่อบำรุงผิวพรรณหรือไม่

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีความสำคัญแก่ร่างกายอย่างมาก เนื่องจากเป็นองค์ประกอบของ ผม เล็บ กระดูกและผิวหนัง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีความต้องการคอลลาเจนในปริมาณมาก แต่ร่างกายของเรานั้นก็สามารถสร้างคอลลาเจนขึ้นมา ได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วยเช่นกัน ดังนั้น เราจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหารเสริมคอลลาเจนเพิ่ม

เนื่องจากร่างกายของมนุษย์สามารถดูดซึมคอลลาเจนได้ในปริมาณที่จำกัด คอลลาเจนส่วนเกินที่รับประทานเข้าไปจะไม่ถูกนำไปใช้ในการบำรุงผิวพรรณ หรือเส้นผม แต่จะถูกนำไปใช้ในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูกแทน และสิ่งที่ร่างกายของคุณจะทำก็คือ นำคอลลาเจนส่วนเกินนี้เข้าสู่กระบวนการย่อยอาหารเพื่อย่อยให้เหลือเป็นกรดอะมิโนเล็ก ๆ ให้ร่างกายนำไปใช้เมื่อจำเป็น ซึ่งคอลลาเจนเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในเรื่องของการบำรุงผิวอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะพูดว่าคอลลาเจนที่รับประทานเข้าไปไม่มีประโยชน์ก็ดูจะใจร้ายเกินไปสักหน่อย เนื่องจากการรับประทานอาหารเสริมคอลลาเจนเข้าไป จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนเพิ่มได้ มีงานวิจัย พบว่า คอลลาเจนส่วนเกินนั้นมีประโยชน์ต่อกระดูกและข้อต่อ โดยคอลลาเจนดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนเพิ่ม โดยใช้กรดอะมิโนที่ได้จากการย่อยคอลลาเจนส่วนเกินนั้นมาเป็นแหล่งวัตถุดิบ

ครีมบำรุงผิวจากคอลลาเจนลบเลือนริ้วรอยได้จริงหรือ ?

ครีมคอลลาเจนที่กล่าวอ้างสรรพคุณฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ของผิวหนังทั้งหลาย จะให้ผลลัพธ์ต่อผิวหนังชั้นบนเท่านั้น เช่นเดียวกับมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ชนิดอื่น ๆ ที่มักช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่มขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีคอลลาเจน หรือไม่มีคอลลาเจน ต่างก็ไม่มีคุณสมบัติในการซึมผ่านและถูกดูดซึมไปสู่ผิวหนังชั้นลึก ครีมบำรุงผิวใด ๆ จึงไม่มีประสิทธิภาพลดการสูญเสียคอลลาเจนหรือลบเลือนริ้วรอยได้

การฉีดคอลลาเจนช่วยลดรอยเหี่ยวย่นได้อย่างไร

คอลลาเจนนำมาใช้เป็นสารเติมเต็มหรือที่เรียกว่าการฉีดฟิลเลอร์ (Filler) แทนคอลลาเจนส่วนที่สูญเสียไปของผิว โดยการฉีดคอลลาเจนจะช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวหนัง ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและรอยแผลเป็นบางชนิด ซึ่งผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่นำมาใช้ฉีดอาจนำมาจากเซลล์ของวัวหรือของร่างกายคนเราก็ได้ ทว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยยังไม่อนุญาตให้ใช้ฟิลเลอร์คอลลาเจนได้อย่างถูกกฎหมาย โดยสารเติมเต็มชนิดเดียวที่รับรองให้สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในตอนนี้คือกรดไฮยาลูโรนิก

คอลลาเจน

แหล่งอาหารที่ช่วยเพิ่มคอลลาเจน

โดยทั่วไปเราสามารถพบคอลลาเจนได้ในอาหารจำพวกปลาทะเล เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ถั่วหลากสี ผักใบเขียว เห็ดต่าง ๆ ผักผลไม่สีแดงส้ม เช่น


1. ถั่วเหลือง ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองทุกชนิด รวมถึงชีสทุกประเภทนั้นก็จะมีเจนิสติน ( genistein ) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ ไอโซฟลาโวน โดยมีส่วนเร่งกระบวนการผลิตคอลลาเจน จึงช่วยในการยกกระชับผิวพรรณให้เกิดความเต่งตึงและยังช่วยบล็อกเอนไซม์ชนิดไม่ดีที่จะเข้ามาทำร้ายผิวให้หย่อนคล้อยจนมีรอยตีนกาได้


2. วิตามินซี มีผักผลไม้หลายชนิดที่ให้วิตามินซี ไม่ว่าจะเป็นมะขามป้อม ฝรั่ง มะนาว ส้มหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี ผักต่างๆ ก็ได้แก่ พริกหยวก ผักหวาน ดอกแค และมะเขือเทศ เป็นต้น อาหารเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและยังช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวให้แข็งแรงได้ด้วย


3. กรดไขมันโอเมก้า-3 อีกหนึ่งแหล่งที่จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนจากธรรมชาตได้เป็นอย่างดี เพราะกรดไขมันโอเมก้า-3 นี้จะเข้าไปช่วยเติมเต็มร่องลึกของเซลล์ผิวที่ได้รับความเสียหายจากอนุมูลอิสระ หรือปัจจัยอื่นๆ สามารถทานอาหารที่ให้กรดไขมันชนิดนี้ได้จากปลาแซลมอน ทูน่า อะโวคาโด และอัลมอนด์ เป็นต้น


4. ดาร์กช็อกโกแลต เนื่องจากมีผลงานวิจัยจากทางเยอรมนีให้การยืนยันแล้วว่า การกินดาร์กช็อกโกแลตนั้นไม่มีผลกระทบใดต่อผิว แต่ยังสามารถช่วยบำรุงสุขภาพผิวได้เป็นอย่างดี เพราะดาร์กช็อกโกแลตอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง นับว่าเพียงพอทีเดียวต่อการเสริมสร้างคอลลาเจน จึงทำให้ผิวพรรณกระชับยืดหยุ่น นุ่มชุ่มชื้นและช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ด้วย


5. ผักใบเขียว ผักใบเขียวแทบทุกชนิด เรียกว่ายิ่งเขียวเข้มมากเท่าไรยิ่งดีมากเท่านั้น โดยเฉพาะคะน้า ผักโขม ผักกาดหอม ปวยเล้งและหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น เนื่องจากผักสีเขียวขึ้นชื่อว่าช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเพราะสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ลูทีน  (lutein)


6. โปรตีนที่เป็นเนื้อสีขาว เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา ซึ่งนำมาประกอบอาหารจำพวก ต้มยำไก่ ซุปเปอร์ขาไก่ ทำให้วิตามินซีดูดซึมคอลลาเจนได้ดี หรืออาหารประเภท ชุปกระดูก ปลาต่าง ๆ

อาหารคอลลาเจน

อาหารทำร้ายผิว

การรับประทานอาหารบางประเภทมากจนเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวได้ ซึ่งมีปฏิกิริยาทางเคมีหลัก 2 ตัว ที่ทำร้ายโครงสร้างผิวของเรา
 

  1. ปฏิกิริยาอ็อกซิเดชั่น (Oxidation) เป็นผลจากอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญ มาทำร้ายโครงสร้างผิวอย่างคอลลาเจนและอิลาสติน
  2. ปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) เป็นผลจากโมเลกุลของน้ำตาล มาเกาะกับโครงสร้างที่เป็นโปรตีนอย่างคอลลาเจน ส่งผลให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพ


หากเรารับประทานอาหารที่เร่งการเกิดปฏิกิริยาทั้งสองมากๆ จะส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้เร็ว หรือพูดง่ายๆ ว่าอาหารเหล่านี้คือ อาหารที่ทำให้ผิวเหี่ยวไวนั่นเอง ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ประเภท ดังนี้
 

  1. น้ำตาล การรับประทานอาหารหวานๆ มากเกินไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว โมเลกุลของน้ำตาลเข้าจับกับคอลลาเจน ด้วยปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) ทำให้คอลลาเจนที่ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร ผิวหมองแลดูไม่สดใสได้
  2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท นอกจากจะทำให้ผิวแห้ง ขาดน้ำแล้ว ยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำลายคอลลาเจน และอิลาสตินซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญให้ผิวเด้งดึ๋ง
  3. คาแฟอีนในชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หากได้รับมากไป จะรบกวนการนอน ทำให้หลับไม่สนิท โกรทฮอร์โมนซึ่งควรจะหลั่งมาซ่อมแซมร่างกายยามหลับ จะหลั่งออกมาได้ไม่ดี ส่งผลให้ผิวไม่สดใสยามเช้า
  4. เนื้อแปรรูป (processed meats) เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน ลูกชิ้น มีสารโซเดียมไนไตรท์ ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ เร่งกระบวนการแก่ของเซลล์ผิวจากปฏิกิริยาอ็อกซิเดชั่น
  5. ไขมันทรานส์ (Trans fat) นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว ยังส่งผลให้ผิวถูกทำร้ายจากรังสียูวีได้ง่ายขึ้น ไขมันทรานส์พบได้ในมาการีน ขนมกรุบกรอบสำเร็จรูปต่าง ๆ อาหารทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ด


อาหารทำร้ายผิวทั้ง 5 ข้อนี้ อาจไม่ถึงกับห้ามกินโดยเด็ดขาด แต่ควรกินแต่พอประมาณ เพราะหากกินมากไปจนเกินขีดของความพอดี อาจจะส่งผลร้ายย้อนกลับมาทำร้ายร่างกายเราเองในอนาคตได้

ไม่สามารถเติมคอลลาเจนเข้าผิวได้

แม้เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวการเพิ่มคอลลาเจนให้ผิวด้วยการทาครีม หรือวิธีอะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นการ เพิ่มเข้าไปจากภายนอก แต่จริง ๆ แล้ว เราไม่สามารถเติมคอลลาเจนผ่านผิวได้โดยตรง เพราะคอลลา เจนมีโมเลกุลที่ใหญ่มาก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทะลุลอดผ่านชั้นผิวไปได้เลย แต่ผิวเราสามารถมีคอลลาเจน เพิ่มขึ้นได้ ด้วยการกระตุ้นให้ผิวผลิตคอลลาเจนเพิ่มออกมาเอง ฉะนั้น ถ้าเราอยากเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว  ก็ต้องมองหาครีมบำรุงที่บอกว่า ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรืออาหารที่ช่วยให้ผิวผลิตคอลลาเจนออกมาได้มากขึ้น

การดูแลผิวเพื่อชะลอการสูญเสียคอลลาเจน

คอลลาเจน

1. หลีกเลี่ยงแสงแดด ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10:00 – 16:00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีแสงยูวีในแสงแดดแรงที่สุด เลือกใช้ครีมกันแดดทุกวันที่มีค่า SPF 50+ PA++++ ขึ้นไป เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UVA, UVB ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2. เลือกรับประทานอาหาร รับประทานอาหารที่มีวิตามิน เกลือแร่ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง รสจัด และเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน เช่น วิตามินซี คอลลาเจน เป็นต้น และอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น

3. เติมความชุ่มชื้นให้ผิว หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เพราะจะทำให้ผิวแห้ง และหลังล้างหน้าควรเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์เติมความชุ่มชื้นให้ผิว โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเน้นการบำรุง เติมความชุ่มชื้นให้ผิว

4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ ทำให้ผิวไม่สดใสเปล่งปลั่ง และมีผลต่อระบบเลือด และระบบย่อยอาหาร

5. เลี่ยงมลภาวะ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่ก่อเกิดมลภาวะ เช่น ตามท้องถนน หรือสถานที่ที่มีฝุ่นควันเยอะ เพราะมลภาวะเป็นภัยต่อผิวที่ก่อให้เกิดการทำลายเซลล์ผิว สภาวะดังกล่าวจะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระสูง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้

Tags

Check Also

Close
Back to top button
error: Content is protected !!
Close