About Kids

คาร์ซีท จำเป็นไหมสำหรับลูก

ในช่วงที่ผ่านมาเราจะได้รับรู้ข่าวสาร เกี่ยวกับอุบัติเหตุ บนท้องถนนที่เกิดขึ้น กับเด็กเล็ก มีทั้งโชคดีที่เด็กไม่เป็นอันตราย และโชคร้ายที่เด็ก ต้องบาดเจ็บ หรือสูญเสีย ส่วนหนึ่งที่ปลอดภัย ก็เพราะเด็กเหล่านั้นอยู่ในคาร์ซีท คุณพ่อคุณแม่หลายคน คงรีบขวนขวายหา คาร์ซีทมาไว้ใช้กัน เพื่อปัองกันเหตุร้าย ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่มีอีกจำนวนมาก ที่ยังไม่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ หรือ บางคนอาจจะยังไม่พร้อม ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมาประเมินกันแล้วว่า คาร์ซีท จำเป็นไหมสำหรับลูก

MamyKid เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนย่อมรัก และเป็นห่วงลูกของตน อย่างสุดหัวใจ สรรหาสิ่งที่ดีที่สุด มาให้ลูกไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ของใช้ ของเล่น อาหารการกิน แต่ก็มีพ่อแม่ จำนวนไม่น้อยที่หลงลืม เรื่องความปลอดภัย บนท้องถนน และยังเข้าใจว่าการอุ้มลูกไว้ในอ้อมกอดปลอดภัยที่สุด ความจริงแล้ว แค่อ้อมกอด ไม่สามารถปกป้องเด็กได้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก  รพ.รามาธิบดี เผยว่าอุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุหลักอันดับ 2 ของการเสียชีวิตในเด็ก รองจากการจมน้ำ โดยสาเหตุเสียชีวิต 100% เกิดจากไม่ได้ใช้คาร์ซีท ในประเทศไทยมีผู้ปกครองใช้คาร์ซีทไม่ถึง 1% เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงอันตราย และเจ้าคาร์ซีทเองก็มีราคาแพง

แม้จะมีการผลักดันให้คาร์ซีทเป็นสินค้ากลุ่มความปลอดภัยและลดภาษีนำเข้าให้เหลือ 5% แล้ว เพื่อไม่ให้มีราคาสูงเกินไป แต่ก็ยังไม่ได้รับผลตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม

คาร์ซีท คืออะไร

Car Seat หรือเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก ไม่ใช่เรื่องเก่า และ ไม่ใช่เรื่องใหม่จนเกินไป มีหลายหน่วยงาน ที่เข้าใจถึงความสำคัญ และ เคยจัดแคมเปญรณรงค์ ให้ความรู้แก่ผู้ขับรถเกี่ยวกับ เรื่องคาร์ซีทอยู่เสมอมาตั้งเเต่ปี 2557 เพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองได้ตระหนักถึงความสำคัญ และหันมาใส่ใจ กับประโยชน์ของเจ้าคาร์ซีท ที่มีต่อลูกน้อยมากยิ่งขึ้น 

คาร์ซีท จำเป็นไหมสำหรับลูก

คาร์ซีท หรือ เบาะเด็ก คือ อุปกรณ์ที่นั่ง สำหรับเด็กอายุ 0 – 12 ปี สำหรับติดตั้ง บนรถยนต์ในขณะเดินทาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ จากการกระแทก การชน หรือการเบรกกะทันหัน

กับคำถามที่ว่า คาร์ซีท จำเป็นไหมสำหรับลูก ตอบได้เลยว่า จำเป็นมาก เพราะหากไม่มีคาร์ซีท แล้วปล่อยให้เด็กนั่ง หรือนอน โดยไม่มีอะไรยึดตัวไว้ หากเกิดการเบรก หรือเกิดอุบัติเหตุ จะทำให้เด็กกระเด็น ไปกระแทกกับตัวรถได้ หรืออาจกระเด็นออกจากตัวรถได้ เพราะเข็มขัดนิรมัยขนาดมาตรฐาน ที่ติดตั้งในรถยนต์ ก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้งาน ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับ กับสรีระของเด็กช่วง 0 – 12 ปี คาร์ซีทเลยมีขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหานี้

ปลอดภัยขนาดไหน?

อันดับแรกเลย คือ เบาะเด็กถูกออกแบบ ให้มีโครงสร้างที่ดูดซับ และกระจายแรงกระแทกไปยังชิ้นส่วนโครงสร้างเบาะ เปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ คือ เวลารถเกิดอุบัติเหตุ แรงกระแทกที่เข้าหาเด็ก ยังไม่สามารถทำอันตรายใด ๆ ได้ เพราะแรงเหล่านั้น จะถูกกระจายไปยังโครงสร้างของเบาะเด็กแทน

ลำดับต่อมา คือ เบาะเด็กมีการออกแบบ เพื่อให้เด็กนั่งแล้ว รู้สึกสบาย แถมโอบกระชับ กับสรีระในเด็กแต่ละวัย เช่น แรกเกิด ถึง หนึ่งขวบครึ่ง หรือ แรกเกิด ถึง อายุสี่ปี

นอกจากนี้ ยังใช้เข็มขัดนิรภัยแบบ 5 จุดเหมือนที่เราเห็นกันในรถแข่ง โดยเมื่อพ่อแม่จับลูกนั่งปรับเบาะให้เหมาะสม แล้วคาดเข็มขัดนิรภัย ให้แน่นกำลังดี ไม่หลวม หรือ คับจนเกินไป เวลารถเกิดเบรกฉุกเฉิน หรือ ชนกับรถคันหน้า รับประกันเลยว่า ลูกของคุณ จะไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงแน่นอน

ควรใช้ถึงอายุเท่าไหร่ ?

ตามข้อมูลแล้ว เด็กควรต้องนั่งคาร์ซีท ไปจนถึงอายุ 4 – 7 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ คาร์ซีทแต่ละรุ่น ว่ารับน้ำหนักได้ถึงเท่าไหร่ หลังจากนั้น ค่อยเปลี่ยนมาเป็นที่นั่งเสริม หรือ Booster Seat ที่ช่วยยกระดับตัวเด็กให้สูงขึ้น เพื่อจะได้สามารถ คาดเข็มขัดนิรภัยของตัวรถได้พอดี และที่สำคัญคือ ต้องให้เด็กนั่งเบาะหลังเสมอ จนกว่าเด็กจะมีความสูงเกิน 140 เซนติเมตร ขึ้นไป หรือ ถ้าวัดความปลอดภัยตามเกณฑ์อายุ ก็ต้องรอให้ลูกอายุถึง 13 ปี จึงจะสามารถนั่งเบาะหน้าข้างคนขับได้ หรือในสหภาพยุโรป ที่การบังคับใช้คาร์ซีท ยังคงขึ้นอยู่กับกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้นั่งคาร์ซีท จนกว่าจะมีความสูงถึง 135 หรือ 150 เซนติเมตร

คาร์ซีท จำเป็นไหมสำหรับลูก
Booster Seat หรือ ที่นั่งเสริม

คาร์ซีท จำเป็นไหม สำหรับลูก คุณพ่อคุณแม่คง ได้คำตอบกันแล้ว ไม่คุ้มเลยถ้าต้องแลกกับการเกิดอันตรายกับลูก ช่วงแรก ๆ เด็กอาจไม่คุ้นเคย เค้าจะร้องไห้งอแง เราต้องใจแข็งค่อย ๆ ฝึกลูก ใจเย็น ๆ เรียนรู้ไปพร้อมกับลูก

เลือกคาร์ซีทให้เหมาะกับลูก

คาร์ซีท คือ อุปกรณ์แสนจำเป็น ที่ช่วยลดความรุนแรง ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กเมื่อ เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งร่างกายของเด็ก ย่อมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง การใช้คาร์ซีทก็มีหลายหลายแบบ เพื่อตอบสนองการเจริญเติบโตของเด็ก แต่ละช่วงอายุ เรามารู้จัก กับ ประเภทของ คาร์ซีท กันดีกว่า

คาร์ซีท จำเป็นไหมสำหรับลูก

Rear-facing or Infant Carrier Seats เป็นเบาะสำหรับเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 15 เดือน เนื่องจากเด็กในวัยนี้ มีกระดูกคอ และหลังที่ยังไม่แข็งแรงพอจะรองรับแรงกระชาก หรือแรงปะทะ

คาร์ซีทที่มีทิศทางการหันหน้าไปด้านหลงรถ จะช่วยลดแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี เมื่อรถเบรกหรือเกิดอุบัติเหตุ บางยี่ห้อจะขายเป็นลักษณะคล้ายเปลหิ้ว แบบ Built-in รวมกับชุดรถเข็นเลยก็มี เรียกได้ว่าเป็นแบบ 3-1 เป็นทั้งเบาะนั่งนิรภัย รถเข็น หรือเปลหิ้ว

Rear – Facing Convertible Seats สำหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือนจนถึง 2 ปี หรือเมื่อนั่งในเบาะแล้ว ขอบบนของเบาะ มาจนถึงด้านบนของศีรษะเด็ก จะต้องห่างกันไม่ต่ำกว่า 1 นิ้ว เพื่อความปลอดภัย ในกรณีที่อาจจะกระแทก เพราะเบาะแบบนี้ ยังต้องติดตั้งในลักษณะหันหัวเด็ก ไปทางด้านหน้าของรถเหมือนกับแบบแรก

Forward Facing Seats เบาะแบบหันหน้าไปด้านหน้ารถ สำหรับใช้กับเด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 4 ขวบ และมีน้ำหนักไม่เกิน 18.8 กิโลกรัม หรือดูจากเมื่อเด็กนั่งอยู่ในเบาะ บนสุดของหัวไหล่จะต้องอยู่ในระดับต่ำกว่าแนวเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดของตัวเบาะ

Booster Seats หรือเบาะนั่งเสริม มีทั้งรูปแบบที่เป็นเบาะทั้งอันมีทั้งที่รองและพนักพิงหลัง ซึ่งเรียกว่า High Back Booster หรือว่าเป็นแค่เบาะรองนั่งอย่างเดียว โดยจะใช้งานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดของเบาะหลัง ซึ่งเบาะประเภทนี้ เป็นจุดสุดท้ายของเบาะนั่งนิรภัย ก่อนที่ตัวเด็กจะเปลี่ยนผ่าน ไปสู่การเติบโตเต็มวัย สำหรับใช้เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์

โดยปกติแล้ว Booster จะใช้กับเด็กที่มีอายุระหว่าง 4-8 ปี ซึ่งมีความสูง 4 ฟุต 9 นิ้ว หรือ 142 เซ็นติเมตร และ ก็รวมถึงผู้ใหญ่มีความผิดปกติ กับสรีระด้วย เพราะตัวเบาะจะช่วยรองให้ ระดับในการนั่งของเด็ก ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับ การใช้เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดในเบาะหลังของรถ

Special Seats หรือแบบพิเศษ เป็นเบาะพิเศษสำหรับเด็กแรกเกิด ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ ตัวเบาะจะมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายกับเปล และจะมีรูปแบบการติดตั้งที่แตกต่างจากเบาะนั่งเด็กอ่อนในแบบแรก เพราะต้องวางในแนวราบกับพื้นเบาะ และหันหัวเด็กไปทางฝั่งซ้ายหรือขวาของตัวรถ (ไม่ใช่ด้านหน้าหรือหลัง)

ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นเรื่องสำคัญ อุุบัติเหตุเกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด ฉะนั้นเราในฐานะพ่อแม่ก็ควรต้องทำทุกอย่าง เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าลูกเราต้องปลอดภัยเสมอ ทุกครั้งที่จะเดินทางด้วยรถยนต์ให้เขานั่งคาร์ซีทกันเสมอนะคะ

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close