About Kids

ดนตรีช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูก

การเลี้ยงลูกด้วยดนตรีนับเป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความสนใจและเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน มีงานวิจัยจำนวนมาก    ศึกษาถึงประโยชน์ของดนตรีต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่พบว่า ดนตรีช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูก อย่างการร้องเพลงหรือเล่นเครื่องดนตรีตั้งแต่ยังเล็ก มีส่วนช่วยเสริมพัฒนาการและทักษะความสามารถด้าน    ต่าง ๆ ให้เด็กได้ เชื่อว่าคงมีหลายครอบครัวที่กำลังคิดจะใช้ ดนตรีช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูก  ที่นี้จะเริ่มต้นอย่างไร ? เริ่มเมื่อไหร่ ? MamyKid มีคำตอบให้ค่ะ    

ดนตรีช่วยพัฒนาการได้อย่างไร ?

music

ความสามารถในการรับรู้และความสามารถทางภาษา – พ่อแม่ที่อยากให้ลูกมีพัฒนาการด้านการรับรู้สิ่งต่าง ๆ หรือทักษะทางภาษาและการสื่อสารที่รวดเร็ว ลองมองการเล่นดนตรีไว้เป็นทางเลือกได้เลย การใช้เวลากับการเล่นดนตรีสามารถช่วยเสริมความสามารถในการรับรู้ด้านภาษาและส่งผลไปถึงทักษะการอ่านที่ดี เนื่องจากเสียงดนตรีและคำพูดนั้นมีระบบการทำงานร่วมกัน การเล่นดนตรีบ่อย ๆ จึงช่วยฝึกการถอดเสียงและรูปแบบคำต่าง ๆ ให้ง่ายขึ้น ยิ่งเด็กใช้เวลากับดนตรีนานเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้สมองส่วนภาษาศาสตร์พัฒนาไปด้วย โดยจะสามารถจำคำศัพท์และมีการรับรู้ด้านการอ่านที่ดี

ทักษะคณิตศาสตร์ – ทักษะการคิดคำนวณสร้างได้ด้วยการเล่นดนตรี งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาทดลองแบ่งเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ออกเป็นสองกลุ่ม พบว่าเด็กกลุ่มที่มีประสบการณ์เล่นดนตรีสองปีขึ้นไป สามารถทำคะแนนทดสอบคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานได้สูงกว่าเด็กกลุ่มที่ไม่เคยเล่นดนตรีมาก่อน นอกจากนี้ ในกลุ่มที่เคยเล่นดนตรีมาก่อน เด็กที่เล่นคีย์บอร์ดมีคะแนนการทดสอบสูงกว่าเด็กที่เล่นเปียโนและร้องเพลงมาก ดังนั้นหากลูกสนใจเล่นคีย์บอร์ดก็น่าสนับสนุนทีเดียว เพราะเป็นไปได้ว่าเขาจะมีทักษะการคิดคำนวณที่ยอดเยี่ยมตามมาด้วย

พัฒนาการทางสติปัญญา – ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่อยากเห็นลูกเติบโตเป็นเด็กฉลาด การเล่นดนตรีเป็นอีกทางที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านนี้ได้ มหาวิทยาลัยโทรอนโตแห่งแคนาดาทดลองแบ่งเด็กออกเป็นสี่กลุ่ม โดยสองกลุ่มแรกเรียนคีย์บอร์ดและร้องเพลงห้าวันต่อสัปดาห์ เป็นเวลาเจ็ดเดือน ส่วนสองกลุ่มหลังทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การเล่นดนตรี ปรากฏว่าทั้งกลุ่มที่เรียนดนตรี และไม่เรียนดนตรีมีไอคิวสูงขึ้นตามพัฒนาการ แต่ข้อแตกต่างคือ เด็กกลุ่มที่เรียนดนตรีมีไอคิวสูงขึ้นถึง 7 จุด ขณะที่อีกกลุ่มที่ไม่ได้เรียนดนตรีนั้น มีไอคิวเพิ่มขึ้น 4.3 จุด ทั้งนี้ยังพบว่าการเล่นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะอย่างคีย์บอร์ด จะสร้างพัฒนาการทางสติปัญญาได้ดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับการเล่นเปียโน หรือการร้องเพลง

การพัฒนาด้านร่างกาย และสุขภาพที่ดี – ไม่เพียงการพัฒนาทางสติปัญญา และจิตใจเท่านั้น การเล่นดนตรียังช่วยเพิ่มทักษะการประสานงานของส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้ การทดสอบทางวิทยาศาสตร์พบว่า ในวัยก่อนเข้าเรียน การเล่นดนตรีมีประโยชน์พอ ๆ การเล่นพละด้วยซ้ำ นอกจากนี้งานวิจัยล่าสุดยังพบประโยชน์อันน่าทึ่งของการร้องเพลงที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกัน หัวใจ การหายใจและการทำงานของปอด ช่วยปรับท่าทางที่ดีขึ้นให้ร่างกาย ทำให้อารมณ์ดีขึ้น ลดความตึงเครียด เพิ่มความสุขสนุกสนาน ซึ่งแม้จะทดลองกับผู้ใหญ่ แต่ประโยชน์เหล่านี้ ก็น่าจะเกิดขึ้นกับเด็กได้เช่นกัน

ดนตรีช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูก

การพัฒนาตนเองและทักษะด้านสังคม – แน่นอนว่าการเล่นดนตรีเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ในด้านการพัฒนาตนเองและทักษะการเข้าสังคม ในด้านการพัฒนาตนเอง การเล่นดนตรีจะทำให้เด็กรู้สึกประสบความสำเร็จจากความมุ่งมั่น และอดทนที่เกิดจากการฝึกซ้อมจนทำได้ รวมถึงเป็นการสร้างวินัยให้ตัวเองไปในตัว เมื่อทำได้สำเร็จ จึงเกิดความนับถือ และเชื่อมั่นในตัวเอง และยังส่งผลให้เติบโตเป็นคนที่กล้าแสดงออกอีกด้วย ทักษะและการเรียนรู้ในการพัฒนาตนเองเหล่านี้ ยังนำไปสู่พัฒนาการทางสังคม ความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเองจากการเล่นดนตรีส่งผลให้เด็กมีทักษะทางสังคมที่ดียิ่งขึ้น การเล่นดนตรีเป็นทีมหรือการเรียนรู้ร่วมกับเด็กคนอื่น ๆ ช่วยสร้างมิตรภาพ และความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ความมีระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

ดนตรีช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูก

เริ่มต้นเมื่อไหร่ดี ?    

การใช้ ดนตรีช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูก นี้ มิได้หมายถึงเฉพาะการที่คุณพ่อคุณแม่ส่งลูกไปเข้าคอร์สเรียนดนตรีที่สถาบันสอนดนตรีต่าง ๆ เท่านั้น แต่หมายถึงเริ่มจากการได้ฟังเสียงเพลง เสียงดนตรี เสียงร้องเพลงของแม่ ซึ่ง เริ่มได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ การศึกษาเพื่อหาคำตอบว่า “การเรียนรู้ดนตรีของเด็กเกิดขึ้นได้อย่างไร” พบว่า เสียงของแม่ก็คือครูดนตรีคนแรกของลูก ดังนั้น ถ้าแม่ร้องเพลงเพี้ยน ลูกก็จะร้องเพลงเพี้ยนด้วย แม้ว่าแม่จะไม่ได้เป็น นักร้องสุดยอดของโลก แต่เสียงของแม่เป็นเสียงสวรรค์ของลูก แม่อยู่ที่ไหน บ้านของลูกก็จะอยู่ที่นั่น

เด็กแรกเกิดจะเรียนดนตรีในลักษณะที่เป็นการสัมผัสประกอบเสียงในขณะที่เด็ก กำลังฟังอยู่นั้นคุณพ่อคุณแม่อาจ ใช้โดย อาศัยการฟัง เด็กที่ได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนเกิดจะช่วยให้สมองได้รับการ พัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ การสัมผัสลูกตามจังหวะเพลง ทั้งเลือกเพลงให้เหมาะสมกับเด็ก เด็กเล็กๆ เรียนรู้ในเรื่องของเสียง  และจังหวะได้

มีความเชื่อแบบไทยโบราณสืบต่อกันมาว่า “เด็กไร้เดียงสา” เด็กไม่รับรู้อะไร ปล่อยให้เด็กโตขึ้นแล้วค่อยให้เด็กได้เรียนดนตรี ไปเรียนตอนนี้ยังเล็กอยู่ สิ้นเปลืองเวลาเปล่าๆ ให้เด็กโตขึ้นอีกหน่อย เมื่อเด็กรับรู้ เมื่อโตแล้ว ค่อยเรียนดนตรี จะได้คุ้มค่าเล่าเรียน เหล่านี้เป็นความเข้าใจที่ผิด ในขณะเดียวกันก็ขาดการศึกษาอย่างจริงจัง

พ่อแม่บางคนก็เข้าใจว่า เมื่อโมสาร์ท (Mozart) ได้เรียนดนตรีตั้งแต่ 4 ขวบ เป็นเด็กอัจฉริยะ เป็นได้เฉพาะบางคนเท่านั้น เกิดมาแล้วเก่งดนตรี ทำให้พ่อแม่เชื่อว่าเด็กที่เรียนดนตรีทั้งหลาย ก็ควรเรียนดนตรีตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบ ดังนั้น เมื่อลูกอายุได้ 4 ขวบแล้ว ก็เป็นอายุที่เหมาะสมที่จะให้ลูกได้เรียนดนตรี

ดนตรีช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูก

อีกความเห็นหนึ่ง ในเมื่อปัจจุบันที่โรงเรียนอนุบาลเริ่มรับเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบครึ่ง ลูกก็น่าจะได้เรียนดนตรีตั้งแต่ อายุได้ 2 ขวบครึ่ง เพราะว่าได้ไปโรงเรียนแล้ว

ตัวอย่างความเชื่อและความเข้าใจที่ยกมานั้น เป็นตัวอย่างของเด็กที่เติบโตอยู่ในเมือง ซึ่งเป็นเด็กที่มีโอกาส มากกว่าเด็กที่อยู่ในชนบท ทั้งนี้เพราะความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาสในการศึกษา ความเอาใจใส่ของพ่อแม่ ฐานะความพร้อมทางเศรษฐกิจของผู้ปกครอง บริบทความพร้อมของสิ่งแวดล้อม ครูในโรงเรียน โดยเฉพาะครูดนตรีที่ จะสอนเด็กในชนบทนั้นมีน้อย ส่วนพื้นที่ในเมืองนั้น นอกจากมีโรงเรียนและครูดนตรีที่ดีกว่าในชนบทแล้ว ครูสอน ดนตรีพิเศษก็มีให้เลือกอีกหลายเครื่องดนตรี

เมื่อมีการศึกษาค้นคว้าโดย ชินอิชิ ซูซูกิ (Shinichi Suzuki, 1898-1998) เป็นครูดนตรีชาวญี่ปุ่น ผู้ค้นคว้าและได้เปลี่ยนแปลงการศึกษาดนตรีโลก จนกลายเป็น “วิธีสอนแบบซูซูกิ” ได้ค้นพบวิธีใหม่ว่า “เด็กเป็นลูกของสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร เด็กก็จะเติบโตเป็นอย่างนั้น เด็กเป็นอย่างไรก็เพราะสิ่งแวดล้อมของเด็กเป็นอย่างนั้น”

ตัวอย่างเด็กที่เติบโตมาในบ้านที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายเล่นดนตรีไทย เด็กก็จะได้ยินเสียงดนตรีตั้งแต่เล็ก มีโอกาสสัมผัสเสียงดนตรีและได้เล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กด้วย โอกาสที่จะเก่งดนตรีจึงมีมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ เด็กได้คลุกคลี ได้ยินเสียงดนตรี ได้เห็นการเล่นดนตรี ได้สัมผัสเครื่องดนตรี โอกาสของเด็กอาจจะ “ไม่เก่งแต่ชำนาญ ไม่เชี่ยวชาญแต่เคยมือ” เพราะเกิดมาก็อยู่ในวงดนตรีแล้ว

ดังนั้น การที่เด็กได้เรียนรู้ดนตรีจากครอบครัว จากพ่อแม่ โดยการฟังแม่ร้องเพลงตั้งแต่แรกเกิด แม่จะร้องเพลงอย่างไร หรือร้องเพลงอะไรไม่สำคัญ แต่เสียงของแม่ที่ร้องเพลงให้ลูกฟังนั้น เป็นสัมผัสความรักและความผูกพัน เด็กจึงเรียนรู้ดนตรีโดยการฟังเพลงจากแม่ ตั้งแต่นาทีแรกที่ลืมตาดูโลก ลูกน้อยฟังเสียงของแม่ เสียงของแม่ผ่านทางหูและผ่านทางรูขุมขนเข้าสู่ตัวเด็กตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว เพราะแม่อยู่กับลูกและลูกได้อยู่กับแม่

ในกรณีที่ลูกอยู่กับแม่นมหรือลูกอยู่กับพี่เลี้ยง ลูกก็จะเติบโตและมีนิสัยตามพี่เลี้ยงด้วย เพราะพี่เลี้ยงคือสิ่งแวดล้อมเด็ก

ในกรณีที่แม่ร้องเพลงเพี้ยน ลูกก็จะร้องเพลงเพี้ยนตามแม่ เพราะเด็กเรียนรู้โดยการเลียนแบบจากแม่ สิ่งแวดล้อมที่เลี้ยงดูเด็กตั้งแต่เล็กจนโต จึงมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะเด็ก  ทำไมเด็กสุพรรณพูดภาษาสุพรรณเพอร์เฟกต์ คือพูดเหน่อสุพรรณเหมือนกันทุกคน เพราะว่าภาษาสุพรรณ สำเนียงสุพรรณ เป็นสิ่งแวดล้อมของคนสุพรรณ เด็กสุพรรณได้ยินได้ฟังภาษาสุพรรณมาตั้งแต่เกิด เด็กจึงเลียนแบบและสามารถพูดภาษาสุพรรณได้เหมือนกันหมด ภาษาสุพรรณกับเด็กสุพรรณจึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า เด็กได้เรียนรู้ภาษามาตั้งแต่เกิด โดยอาศัยการฟัง แม้เด็กยังพูดไม่ได้ก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ เด็กได้รับรู้ผ่านการฟังก่อนการพูด

ในกรณีที่เด็กเรียนรู้ “ภาษาแม่” ได้ตั้งแต่แรกเกิด แม่พูดกับลูก แม่สอนลูกให้เรียกแม่ ซึ่งแม่จะต้องพูดซ้ำ ๆ เป็นพันเป็นหมื่นครั้ง ก่อนที่ลูกจะพูดคำว่า “แม่”ได้ ในช่วงระยะ 10 เดือนแรก เด็กได้แต่ฟังเสียงแม่พูด แม่ออกเสียงให้ลูกได้เลียนแบบ จนกว่าลูกจะเรียกแม่ได้ แม่จะต้องทำซ้ำมานานมากแล้ว 10-12 เดือน จนกว่าลูกจะพูดคำแรกออกมาได้

การเรียนดนตรีของเด็กนั้น เด็กได้เรียนรู้ด้วยการทำซ้ำ ฟังแล้วฟังอีก เด็กเฝ้าแต่ฟัง เพราะเด็กได้เรียนด้วยวิธีการเลียนแบบโดยตรงจากแม่ ยังไม่มีวิธีไหนดีเท่ากับแม่สอนให้ลูกพูดและแม่สอนให้ลูกเล่นดนตรี เพราะลูกดูดน้ำนมจากอกแม่ ลูกเรียนทุกสิ่งทุกอย่างจากแม่ ลูกจึงเรียนดนตรีจากแม่เป็นดีที่สุด

เริ่มเป็นขั้นเป็นตอน

ปัญหาที่มักเจอเมื่อเริ่มให้ลูกเรียนดนตรี คือ ลูกไม่ตั้งใจเรียน หรือ เรียนไม่จบคอร์ส สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ปลูกฝังในด้านดนตรี หรือ เสียงเพลงมาให้ลูกแต่เล็ก การจะทำให้เด็กเล็ก ๆ สนใจอะไรได้นาน ๆ และจริงจังนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากทีเดียว ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องใช้วิธีเริ่มเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้

1. ร้องเพลงกล่อมลูก ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ คุณพ่อคุณแม่สามารถร้องเพลงกล่อมลูกพร้อมกับเอามือเคาะเบา ๆ เป็นจังหวะเดียวกับเพลงที่ร้องที่ท้องของคุณแม่ เพราะเด็กสามารถได้ยินได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือนในครรภ์ นอกจากนี้ ในช่วงที่ลูกคลอดออกมาแล้วอยู่ในวัยทารก คุณพ่อคุณแม่ควรร้องเพลงให้ลูกฟังอยู่เสมอ เพราะนั่นเป็นการเริ่มต้นพัฒนาในเรื่องของการฟัง และเรื่องของภาษาให้กับลูกได้เป็นอย่างดี

2. ส่งเสริมให้ลูกฟังเพลง เด็กในช่วงอายุ 2 – 6 ปี เป็นช่วงวัยที่มีความสามารถในเรื่องของทักษะการฟังสูงมาก  เพราะเป็นช่วงที่พัฒนาการทางด้านการฟังมีการพัฒนาอย่างเต็มที่ ดังนั้น ในช่วงวัยนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อย ๆ โดยเพลงที่เลือกนำมาเปิดให้ลูกฟังนั้น ควรเป็นทั้งเพลงที่มีเนื้อร้องที่เหมาะกับวัยของเด็ก และควรให้เด็กได้ฟังเพลงบรรเลงด้วย

music

3. ให้ลูกเคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรี คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดเพลงที่มีจังหวะหลากหลายให้ลูกได้เต้น หรือขยับตัวตาม กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เด็ก ๆ ชอบมาก เพราะเป็นการตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็กที่ชอบเคลื่อนไหว  และถ้าให้สนุกยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ คุณพ่อคุณแม่ร่วมเต้น หรือขยับตัวเคลื่อนไหวไปกับลูกด้วย

4. ให้ลูกสัมผัสอุปกรณ์ดนตรี คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้สัมผัสกับอุปกรณ์ดนตรี โดยให้ลูก ลองเล่นอุปกรณ์ดนตรีที่เกิดเสียงประเภทต่าง ๆ โดยเริ่มจากเครื่องดนตรีที่เป็นของเล่นก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนามาให้ลูกเล่นเครื่องดนตรีจริง ๆ ซึ่งควรเริ่มจากเครื่องดนตรีประเภทประกอบจังหวะ ได้แก่ เครื่องตี เครื่องเคาะ เครื่องเขย่า เช่น กลอง แทมโบรีน

Music

เครื่องดนตรีอะไรเหมาะกับลูก ?

ส่วนการที่จะให้ลูกเริ่มเรียนเครื่องดนตรีประเภททำทำนองได้นั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกเริ่มเรียนได้ตั้งแต่ลูกอายุประมาณ 5 – 6 ปี เพราะเด็กในวัยนี้มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และกล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมทั้งพัฒนาการทางด้านสมอง และความคิดสร้างสรรค์ที่เหมาะสมเพียงพอจะเริ่มเรียนได้แล้ว โดยเครื่องดนตรีที่เหมาะกับเด็กในวัยนี้ มีทั้งเครื่องดนตรีสากล และเครื่องดนตรีไทย  คือ

เปียโน เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงที่คงที่และเกิดเสียงได้ง่ายกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ อีกทั้งมีระยะห่างของแต่ละคีย์ที่ไม่กว้างเกินไปสำหรับเด็กในวัยนี้ในการควบคุมกล้ามเนื้อนิ้วมือทั้ง 5 นิ้วของทั้งมือซ้ายและมือขวา

ไวโอลิน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่เด็กในวัย 5 – 6 ปี สามารถเล่นได้ ซึ่งในสมัยนี้มีการย่อส่วนขนาดไวโอลินให้เล็กลงจากขนาดปกติเพื่อให้เด็กในวัยนี้สามารถเล่นได้ง่ายขึ้น

ฟลุต เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าที่มีขนาดไม่ใหญ่นักและสามารถปรับเปลี่ยนท่อนหัวไปใช้แบบโค้งได้ ซึ่งทำให้ฟลุตไม่มีขนาดยาวเกินไปจนมือของเด็กในวัย 5 – 6 ปี เอื้อมไม่ถึง

ดนตรีช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูก

ขิม เป็นเครื่องดนตรีที่มีตัวโน้ตแน่นอน จึงเล่นง่ายและชัดเจนในการบรรเลงอีกทั้งไม่ต้องออกแรงมากในการเล่น จึงเป็นเครื่องดนตรีไทยที่เด็กๆในวัย 5 – 6 ปี สามารถเล่นได้ดี

ขลุ่ย เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าที่มีวิธีการบรรเลงและตัวโน้ตที่ไม่ซับซ้อนที่เด็กในวัยนี้สามารถเล่นได้ไม่ยากนัก

ระนาดเอก เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่ควรเริ่มเล่นในเด็กวัย 6 – 7 ปี เพราะระนาดเอกเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องออกแรงในการเล่น อีกทั้งผู้เล่นต้องมีข้อมือที่แข็งแรงและสามารถควบคุมน้ำหนักมือทั้งซ้ายและขวาให้มีความสมดุลกันได้ดี

ดนตรีช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูก

การเลี้ยงลูกด้วยเสียงดนตรีถือเป็นอีกวิธีที่ คุณพ่อคุณแม่นำมาใช้ส่งเสริมพัฒนาลูกรักได้เป็นอย่างดี แต่ควรระลึกอยู่เสมอว่า การจะให้ลูกทำอะไรนั้นควรเกิดจากความชอบ และให้อิสระเค้าในการเลือก มิฉะนั้นแล้วแทนที่จะช่วยส่งเสริมอาจเป็นผลในทางลบก็ได้

Tags
Back to top button
Close