Lifestyle

ดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ

คนที่ชื่นชอบ ดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ ก็คงจะรู้กันดีว่ากาแฟนั้นมีอยู่สองประเภท ก็คือ กาแฟสำเร็จรูป และ กาแฟสด ซึ่งถึงแม้จะรู้ว่ามีอยู่สองประเภทนี้ แต่บางคนก็อาจจะยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว กาแฟทั้งสองแบบนี้มันต่างกันยังไง ? แบบไหนจะอร่อยกว่า ? แล้วกาแฟสดนั้นชงได้แบบใดบ้าง ? เรามีข้อมูลดี ๆ มาบอกกล่าวกันแล้วค่ะ

กาแฟคือเครื่องดื่มยอดนิยม ที่มีหลากหลายชนิดให้เราได้เลือกดื่มตามความชอบ ทั้งรสชาติและการปรุงแต่งที่ทำให้รสสัมผัสของมันแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้กาแฟยังถูกจัดแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ได้ 2 ประเภท คือ

กาแฟผงสำเร็จรูป  (Instant Coffee)

ดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ

เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกาแฟ ที่สะดวกในการชง มีลักษณะ เป็นผง หรือเกล็ด ละลายได้ดีในน้ำร้อน การผลิตกาแฟสำเร็จรูป เริ่มต้นการการทำกาแฟคั่วบดการสกัดน้ำกาแฟเข้มข้น แล้วนำไปแปรรูปให้เป็นผง ซึ่งมีผลิตอยู่ 2 แบบ คือ

เครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Drier) เป็นการนำเมล็ดกาแฟไปต้มแล้วพ่นน้ำกาแฟเป็นฝอยละเอียดผ่านไปในอากาศร้อน น้ำจะถูกระเหยออกไปเหลือแต่ผงกาแฟละเอียด  ผงกาแฟที่ได้จะเห็นอยู่ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ มีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาลเข้ม ให้กลิ่นและรสชาติที่จะเรียกได้ว่าสูญเสียความเป็นกลิ่นหอม ๆ ของกาแฟไปเป็นอย่างมาก

เครื่องทำแห้งแบบระเหิด (Freeze Drier) คือการนำน้ำกาแฟเข้มข้น ที่แช่เย็นจัดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ภายใต้ความดันสูงจนเป็นเกล็ด เพื่อระเหยน้ำอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเปลี่ยนสภาพ ลักษณะของผงกาแฟที่ได้จะเป็นเกร็ดขนาดใหญ่กว่า มีสีน้ำตาลอมทอง ให้รสชาติที่นุ่มละมุน และมีกลิ่นหอมกว่าแบบแรก

โดยสรุปแล้วทั้งสองชนิดจะมีกระบวนการที่คล้ายคลึงกันก็คือ การทำให้น้ำ “ระเหิด” ออกไป จนเหลือเพียงแค่ส่วนที่เป็นเกล็ดผงของกาแฟ ที่สำคัญกาแฟสำเร็จรูป มักจะเลือกใช้ชนิดโรบัสต้าในการผลิตเป็นส่วนใหญ่ บางแหล่งก็จะมีการเติมอาราบิก้าลงไปด้วยเพื่อปรุงแต่งรสชาติให้อร่อย ก่อนจะนำเข้าบรรจุภัณฑ์ เพื่อจัดจำหน่ายต่อไป

กาแฟสด

หากต้องการ ดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ อย่างแท้จริง กาแฟสดถือว่าเป็นกาแฟที่ให้รสชาติดีเยี่ยม ในความเป็นธรรมชาติในตัวกาแฟอย่างชัดเจน และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ ยินดีจะเลือกดื่มกาแฟสดที่ราคาสูงกว่ากาแฟสำเร็จรูป

กระบวนการผลิตกาแฟสดนั้น เราได้บอกเล่าโดยละเอียดไปแล้วในบทความ เส้นทางกาแฟ  ตั้งแต่การเก็บเมล็ดกาแฟ ไปจนถึง ขั้นตอนการบดกาแฟ  สรุปกาแฟสดก็คือ กาแฟที่ได้มาก่อนจะนำไปผลิตเป็นกาแฟสำเร็จรูปนั่นเอง

เมื่อต้องการดื่มก็จะใช้เมล็ดกาแฟสด ๆ ที่ผ่านการคั่วบดแล้วมาเข้าเครื่องชง ผ่านแรงดันไอน้ำ มีกระดาษกรองกากกาแฟไม่ให้หล่นลงไปในแก้ว แล้วปรุงด้วยส่วนผสมอื่น ๆ ตามต้องการว่าจะให้เป็นกาแฟชนิดไหน ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟสดเป็นชีวิตจิตใจ จะสัมผัสได้กับรสชาติอันพิเศษ และมีเสน่ห์มากกว่ากาแฟสำเร็จรูป ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านี้ หากไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่หันไปดื่มกาแฟสำเร็จรูปเด็ดขาด นอกจากความจำเป็น เพื่อต้องการเติมคาเฟอีนให้ร่างกายเพียงเท่านั้น

ความต่างของกาแฟสด และกาแฟผงสำเร็จรูป

แม้ว่ากาแฟสำเร็จรูปจะง่ายต่อการชง ไม่ว่าจะดื่มแบบร้อนหรือแบบเย็น ก็สามารถทำเองได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กระบวนการผลิตที่มีมากมายหลายขั้นตอน ของกาแฟสำเร็จรูปนั้น ย่อมส่งผลถึงรสชาติ และกลิ่นหอมดั้งเดิมของกาแฟที่ต้องเสียไป เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับความรวดเร็วและสะดวกสบาย หลาย ๆ คนจึงรู้สึกว่า ทำไมชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน ไม่อร่อยเท่าร้านกาแฟ นั่นก็เป็นเพราะ ร้านกาแฟมักจะใช้เมล็ดกาแฟสด ซึ่งมีขั้นตอนการชงที่พิถีพิถันมากกว่า มีรสที่เป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์มากกว่า รวมทั้งรสชาติความเข้มข้น และกลิ่นหอมก็มากตามไปด้วย

ดังนั้นข้อดีของกาแฟสำเร็จรูป จึงอยู่ที่ความง่าย พกพาไปดื่มที่ไหนก็ได้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยสนใจกับรสชาติของกาแฟมากนัก

เมนูกาแฟสดสุดฮิต

ดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ

Espresso (เอสเพรสโซ)

ดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ

คือกาแฟที่มีรสแก่และเข้ม ซึ่งมีวิธีการชงโดยใช้แรงอัดไอน้ำ หรือน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟคั่วที่บดละเอียด ที่มาของชื่อ เอสเพรสโซ มาจากคำภาษาอิตาลี “espresso” แปลว่า เร่งด่วน เอสเพรสโซเป็นกาแฟที่นิยมมากที่สุด ในแถบประเทศยุโรปตอนใต้ โดยเฉพาะประเทศอิตาลีและฝรั่งเศส

การสั่งกาแฟ “caffe” ในร้านโดยทั่วไปก็คือสั่ง เอสเพรสโซ ด้วยวิธีการชงแบบใช้แรงอัด ทำให้เอสเพรสโซมีรสชาติกาแฟ ซึ่งเข้มข้นและหนักแน่น ต่างจากกาแฟทั่ว ๆ ไปซึ่งชงแบบผ่านน้ำหยด และเพราะรสชาติเข้มข้นและหนักแน่นอันเป็นเอกลักษณ์นี้เอง ทำให้คอกาแฟดื่มเอสเพรสโซโดยไม่ปรุงด้วยน้ำตาลหรือนม และมักจะเสิร์ฟเป็นชอต (แก้วแบบจอก) เพื่อให้ปริมาณไม่มากจนเกินไป (ประมาณ 1-2 ออนซ์ หรือ 30-60มิลลิลิตร แตกต่างตาม พฤติกรรมการดื่ม ของแต่ละประเทศ)  ที่สำคัญ เอสเพรสโซ ยังเป็นตัวหลักที่จะเอามาทำกาแฟชนิดอื่น ๆ

Macchiato (มัคคิอาโต)

ดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ

บางคนเรียก เอสเพรสโซ มัคคิอาโต หรือ คาเฟ มัคคิอาโต หลาย ๆ คนคงจะคุ้นหูกันแน่นอน ซึ่งวิธีการทำ Macchiato นั้นง่ายนิดเดียว เพียงแค่ใส่ เอสเพรสโซ 1 Shot จากนั้นก็ใส่ฟองนมลงไปด้านบน เพียงเท่านี้เราก็จะได้กาแฟ Macchiato ที่ยังคงความเข้มข้นของเอสเพรสโซไว้อยู่ แต่มีแทรกกลิ่นอายของนมหอม ๆ ร่วมด้วย

Latte (ลาเต้)

ดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ

เป็นภาษาอิตาลีแปลว่านม ส่วนในประเทศอื่น จะหมายถึง กาแฟลาเต้ หรือเครื่องดื่มกาแฟที่เตรียมด้วยนมร้อน โดยการเทเอสเพรสโซ 1/3 ส่วน และนมร้อนอีก 2/3 ส่วน ลงในถ้วยพร้อม ๆ กัน และจะหยอดโฟมนมหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ทับข้างบน ในประเทศอิตาลี กาแฟลาเต้นี้ รู้จักกันในชื่อของ “caffe e latte” ซึ่งหมายถึง กาแฟกับนม ซึ่งใกล้เคียงกับในภาษาฝรั่งเศส คำว่า “cafe au lait” 

กาแฟลาเต้เริ่มเป็นที่นิยมนอกประเทศอิตาลีในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ในการชงกาแฟลาเต้ บาริสต้า จะใช้วิธีขยับข้อมือเล็กน้อยขณะที่รินนมและโฟมนมลงบนกาแฟ ทำให้เกิดลวดลายต่าง ๆ เรียกว่า ลาเต้อาร์ต (latte art) หรือศิลปะฟองนมในถ้วยกาแฟ ลาเต้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบรสชาติกาแฟที่เข้มไป

Flat White (แฟลตไวท์)

Flat White

เชื่อได้เลยว่าหลาย ๆ คนคงจะไม่รู้จักกาแฟที่ชื่อว่า “Flat White” อย่างแน่นอน ซึ่งกาแฟชนิดนี้จะมีขายอยู่ตามร้านกาแฟทั่วไป  ซึ่งวิธีการทำนั้น จะเหมือนกับการทำ Latte เลย เพียงแต่ว่า Flat White จะไม่ใส่ฟองนมลงไปด้านบนเหมือนกับ Latte นั่นเอง มีจุดกำเนิดและได้รับความนิยมที่อออสเตรเลีย  ปัจจุบันเริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก ร้านกาแฟชื่อดังของไทยหลายที่ก็มีไว้บริการคอกาแฟ ที่ต้องการความแปลกใหม่กันแล้ว

Cappuccino (คาปูชิโน)

Cappucino

เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มประเภทกาแฟ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี คาปูชิโนมีส่วนประกอบหลักคือ เอสเพรสโซ และ นม การชงคาปูชิโนโดยส่วนใหญ่ มักมีอัตราส่วนของเอสเพรสโซ 1/3 ส่วน ผสมกับนมสตีม (นมร้อนผ่านไอน้ำ) 1/3 ส่วน และนมตีเป็นโฟมละเอียด 1/3 ส่วนลอยอยู่ด้านบน นอกจากนั้นอาจโรยหน้าด้วยผงซินนามอน หรือ ผงโกโก้เล็กน้อย ตามความชอบ

ส่วนผสมของคาปูชิโนประกอบไปด้วย นมเป็นส่วนใหญ่และนมตีโฟมเพียงเล็กน้อย ในประเทศอิตาลี ผู้คนมักดื่มคาปูชิโนเป็นอาหารเช้าโดยเฉพาะ โดยอาจมีขนมปังแผ่นหรือคุกกี้ประกอบ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าวิถีชีวิตของชาวอิตาลี มักไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้าแบบเป็นกิจลักษณะ คาปูชิโนและขนมปังเบา ๆ จึงเหมาะเป็นอาหารรองท้องสำหรับยามเช้า และด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่ดื่มคาปูชิโนในช่วงอื่นของวัน แต่สำหรับต่างประเทศรวมถึงประเทศไทย การดื่มคาปูชิโน ดื่มได้ทุกเวลาโดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก

Mocha (มอคค่า)

Mocha

มอคค่า เป็นเครื่องดื่มกาแฟที่คล้ายกับกาแฟลาเต้ คือมีเอสเพรสโซ่และนมร้อนเป็นส่วนผสม แต่แตกต่างกันที่มอคค่า จะมีส่วนผสมของช็อคโกแลตด้วย โดยมักจะใส่ในรูปแบบของน้ำเชื่อมช็อคโกแลต เพื่อเพิ่มความหอมและความหวานเข้าไป และมักจะมีวิปครีมปิดหน้า

ซึ่งมอคค่าเหมาะกับสาว ๆ ที่ชอบดื่มกาแฟอ่อน ๆ และมีความหวานจากโกโก้หรือช็อคโกแลต เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มร้อนก็นุ่มละมุน ผสมผสานช็อตกาแฟเอสเพรสโซ กับช็อคโกแลตและนม  หรือจะเป็นมอคค่าเย็น มอคค่าปั่น ก็ยิ่งถูกใจคอกาแฟที่แอบมีใจชื่นชอบช็อคโกแลตอย่างมากทีเดียว

Doppio (ดร็อปพิโอ)

Doppio

สำหรับใครที่ไม่ชอบดื่มกาแฟแรง ๆ อย่าได้เผลอไปสั่งกาแฟชนิดนี้มาลองเลยนะ เพราะว่ามันคือกาแฟ 2 Shot เพียว ๆ ซึ่งเท่ากับเราดื่มกาแฟ Espresso 2 แก้วเลยทีเดียว

Long Black

Long Black

เป็นกาแฟดำอีกเมนูนึงที่หลาย ๆ คนชอบสั่ง ลองแบล็คคือการเติมน้ำร้อนลงไปในแก้วก่อน แล้วเท espresso shot ตามลงไป จะได้เป็นกาแฟดำที่มีครีม่าลอยอยู่ด้านบน (Creama คือ แก๊สที่มีน้ำหนักเบากว่าน้ำ เพราะเกิดการผสมระหว่าง espresso shot กับน้ำร้อน) กาแฟที่คล้ายกันคือ Americano ซึ่งจะมีวิธีการชงที่แตกต่างกันตรงที่ Americano จะใส่ espresso shot ลงไปก่อน แล้วจึงเทน้ำร้อนเติมลงไป

ในประเทศไทยเมื่อคุณสั่งอเมริกาโน่ เกือบ 90% คุณจะได้ลองแบล็คมาแทน เนื่องจากมันดูน่ากินกว่านั่นเอง นอกจากนี้ยังให้รสชาติและกลิ่นหอมแรงกว่าอเมริกาโน่อีกด้วย จุดต่างหลักของสองแก้วนี้คือฟอง espresso หรือ crema ที่เกิดขึ้นในแก้ว โดยที่ Long Black นั้นจะมากกว่าเพราะกาแฟลงไปทีหลัง ส่วน Americano จะโดนน้ำทับไปซะส่วนใหญ่

Coffee

ครบถ้วนกระบวนความตั้งแต่จุดกำเนิดของกาแฟ เส้นทางกางแฟ และมาจนถึงกระบวนการชงกาแฟ ที่จะออกมาให้คุณได้ ดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ กันแล้ว คงพอจะทำให้คุณ ๆ รู้จักกับกาแฟกันมากขึ้นนะคะ

แต่เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน MamyKid ขอเตือนไว้นิดนึงว่า ไม่ควรดื่มกาแฟมากเกินวันละ 4 แก้วนะคะ แม้ว่าในหลายคนอาจจะสามารถทนต่อฤทธิ์ของคาเฟอีน ดื่มกาแฟได้โดยไม่รบกวนการนอนหลับ แต่การดื่มกาแฟมากเกินไปไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย ทั้งจากปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับมากเกินไป คราบกาแฟที่อาจทำให้ฟันเหลือง และความเสี่ยงที่อาจเกิดจากภาวะติดคาเฟอีนได้ค่ะ

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags

Check Also

Close
Back to top button
error: Content is protected !!
Close