About Kids

บูลลี่

ช่วงนี้ถ้าติดตามข่าวสาร หรือท่องโลกทางอินเตอร์เนทกันแล้ว คงจะได้ยินคำว่า บูลลี่ กันบ่อยขึ้น จริง ๆ แล้ว การบูลลี่ หรือ การแกล้งกัน นี่อยู่คู่สังคมไทย และสังคมอื่น ๆ ในโลกนี้มานานแล้ว เพียงแต่ในสมัยก่อน โลกยังไม่ก้าวไกลด้านเทคโนโลยี่ ความร้ายแรงที่เกิดจากการบูลลี่ จึงรับรู้กันในวงแคบ ๆ เท่านั้น ไม่เหมือนปัจจุบัน ที่ไม่ว่าใครทำอะไร แป๊บเดียวก็แพร่กระจายไปไกลแบบข้ามทวีปกันทีเดียว

บูลลี่ ไม่ได้เกิดขึ้นกับช่วงวัยเด็ก หรือวัยรุ่นเท่านั้น แม้แต่พวกผู้ใหญ่ในวัยทำงาน ก็มีพฤติกรรมที่ชอบกลั่นแกล้งกัน จนเกิดเหตุการณ์บานปลายร้ายแรง ตามที่มีให้เห็นกันอยู่เรื่อย ๆ

พฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่า และมักเกิดขึ้นในโรงเรียนเกือบทั่วโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทย การถูก บูลลี่ ไม่ใช่เรื่องปกติ ประโยคที่ว่า “แค่เด็กแกล้งกันเล่น” คำนี้ฟังดูเบาสำหรับผู้ใหญ่ แต่ในมุมของเด็กที่ถูกกระทำ หรือถูกกลั่นแกล้งนั้น เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเขา เพราะเด็กต้องเจอกับปัญหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุก ๆ วัน จนรู้สึกเครียด โดดเดี่ยว ซึมเศร้า กลายเป็นปมในวัยเด็ก ดังนั้นผู้ใหญ่จึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และสามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กได้ในระยะยาว หรือมีปัญหาในการเข้าสังคม เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ในที่สุด

จากสถิติของกรมสุขภาพจิต ชี้ว่า ในปี 2561 มีจำนวนนักเรียนไทยโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนสูงถึง 600,000 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 40% มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น ปัจจุบันระดับความรุนแรงของพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง และปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะวิตกว่า ลูกเรากำลังเข้าข่ายการถูกบูลลี่ อยู่หรือเปล่า MamyKid ได้รวบรวม วิธีสังเกต วิธีปกป้อง และอีกหลาย ๆ สิ่งเกี่ยวกับการ บูลลี่ มาฝากค่ะ

บูลลี่

บูลลี่ คืออะไร

การบูลลี่ คือ พฤติกรรมรุนแรง กลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่นทั้งทางวาจา และร่างกาย หากเกิดในชีวิตจริง มักเป็นการล้อเลียนรูปร่างหน้าตา สถานะทางสังคม รวมถึงการทำร้ายร่างกาย ส่วนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่ เกิดจากการประจานกันทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งหลายครั้งการบูลลี่สร้างผลกระทบ ทางด้านความรู้สึกมากมาย จนอาจเกิดเป็นแผลทางใจฝังลึก จนยากเยียวยา หรืออาจลุกลาม ไปจนเกิดการปะทะ และสร้างบาดแผลทางกายได้

การบูลลี่อาจแบ่งออกตามลักษณะความรุนแรงได้เป็นประเภทหลัก ดังนี้

การใช้กำลังบังคับ หรือทำร้ายร่างกาย เช่น หยิก ผลัก ตี ต่อย เตะ แย่ง หรือ ข่มขู่เอาสิ่งของจากเหยื่อ ทำลายข้าวของเสียหาย สั่งให้ทำเรื่องที่ไม่อยากทำ สั่งให้ไปกลั่นแกล้งคนอื่นต่อ

การใช้คำพูดทำร้ายความรู้สึก เช่น ล้อเลียน ข่มขู่ ดูถูก วิพากษ์วิจารณ์ พูดล้อเลียนอย่างรุนแรง ใช้ถ้อยคำล่วงละเมิดทางเพศ

การกลั่นแกล้งทางสังคม เช่น กีดกันออกจากสังคม หรือห้ามคนอื่นเข้าใกล้เหยื่อ โดยอาจใช้การข่มขู่ หรือเผยแพร่ข่าวลือในทางลบ

การกลั่นแกล้งทางโซเชียล  เป็น 1 ในการบูลลี่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากโซเชียลมีเดีย หรือสื่อออนไลน์ เข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเป็นการกลั่นแกล้งที่ทำได้ง่าย และมักไม่ต้องเปิดเผยตัวตนผู้กระทำ ซึ่งสามารถทำร้ายเหยื่อได้ตลอดเวลา ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่นิยม เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม อีเมล

การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน เกิดขึ้นในวัยทำงาน โดยเป็นการใช้อำนาจ หรือความรุนแรงในสถานที่ทำงาน ซึ่งอาจส่งผลให้เหยื่อ มีประสิทธิภาพในการทำงานแย่ลง ขาดงานบ่อยขึ้น ไม่อยากทำงาน และอยากลาออกจากงานนั้น ๆ

วิธีสังเกต ลูกอาจถูกบูลลี่ ที่โรงเรียน

บูลลี่
  1. กลับจากโรงเรียนแล้ว สภาพร่างกายไม่เรียบร้อย เช่น เสื้อผ้ามีรอยฉีกขาด เลอะเทอะสกปรกเกินกว่าปกติ กระเป๋า หนังสือ สมุด อุปกรณ์การเรียน มีร่องรอยเสียหาย
  2. พบรอยฟกช้ำดำเขียว หรือรอยแผลที่ไม่ทราบสาเหตุ
  3. กลัวการไปโรงเรียน ไม่อยากไปโรงเรียนอย่างชัดเจน
  4. ผลการเรียนตกลง ทั้ง ๆ ที่เคยทำได้ดีมาก่อน
  5. ไม่พูดไม่จา หรือไม่อยากตอบ เมื่อถามถึงเรื่องที่โรงเรียน
  6. เริ่มเก็บตัว ไม่สูงสิงกับใคร เริ่มไม่พูดถึงเพื่อนคนไหนที่โรงเรียน
  7. นอนไม่หลับ ฝันร้าย

ควรทำอย่างไร เมื่อลูกถูกบูลลี่ ที่โรงเรียน

บูลลี่
  • พูดคุยกับลูกอย่างตรงไปตรงมา อาจให้สมาชิกในครอบครัวร่วมพูดคุยแชร์ประสบการณ์การถูกบูลลี่ ด้วยกัน และให้การสนับสนุนเพื่อฟื้นฟูจิตใจเด็ก รวมทั้งอาจปรึกษากับทางโรงเรียน ถึงนโยบายการจัดการกับเรื่องนี้
  • ไม่ควรพูดทำนองว่า “ถ้าเขามาแกล้งก็อย่าไปสนใจ” และ “ที่ถูกแกล้งเพราะไปทำอะไรเขาก่อนหรือเปล่า” เพราะอาจทำให้เด็กคิดว่า พ่อแม่ไม่เข้าใจเขา และหากเกิดเรื่องขึ้นก็จะไม่มาเล่าให้พ่อแม่ฟังอีก
  • พยายามให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเอง ความมั่นใจ และการเห็นคุณค่าในตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กมีความกล้า และสามารถเผชิญหน้ากับการถูกบูลลี่ ได้ 
  • สอนให้ลูกอยู่เป็นกลุ่มกับเพื่อน เพราะการไปไหนมาไหนตามลำพัง จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ตกเป็นเป้าของการถูก บูลลี่ และต้องบอกให้ผู้ใหญ่รับรู้เสมอเมื่อถูกกลั่นแกล้ง หรือเห็นการกลั่นแกล้งในโรงเรียน
  • สอนให้รู้จักรับมืออย่างกล้าหาญ และใจเย็น ฝึกให้ลูกไม่แสดงความหวาดกลัว หรือจำยอมต่อการถูกกลั่นแกล้ง เพราะจะยิ่งทำให้ผู้ที่ Bully นั้นได้ใจ และกลั่นแกล้งไปเรื่อย ๆ โดยควรสอนให้ลูกกล้าเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย และไม่ต้องสนใจสิ่งที่ผู้กลั่นแกล้ง กระทำหรือพูด แล้วบอกให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำ ด้วยท่าทีที่เรียบเฉย แล้วเดินออกมาจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ห้ามใช้กำลัง หรืออารมณ์ตอบโต้ เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายแล้ว ยิ่งทำให้เรื่องบานปลายได้
  • พูดคุยกับพ่อแม่ของเด็กที่เป็นผู้บูลลี่ เพื่อให้ผู้ใหญ่รับทราบปัญหา และหาแนวทางจัดการกับเรื่องดังกล่าว โดยอาจนัดพูดคุยที่โรงเรียน พร้อมกับครูประจำชั้น เพื่อหาวิธีรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กันหลายๆฝ่าย
  • ประการสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง อย่าให้ตัวเองเข้าไปเป็นเหยื่อของการถูกบูลลี่ โดยการใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา เพราะอาจลุกลามจากปัญหาของเด็ก กลายเป็นปัญหาของผู้ใหญ่ทะเลาะกัน ควรมีสติ ใช้เหตุใช้ผลในการแก้ไขปัญหาให้ลูก
  • อย่าลืมทำตัวเป็นที่ปรึกษาที่ดีของลูกอยู่เสมอ สอบถามอย่างเป็นห่วง อัปเดตเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน เมื่อไรที่เด็กทำได้ดี ก็คอยให้กำลังใจ เมื่อไรที่ทำพลาด หรือโดนกลั่นแกล้งก็ปลอบใจ ให้เด็กไว้ใจที่จะเล่าทั้งเรื่องดี และไม่ดีให้เราฟัง เพื่อป้องกันการถูกรังแกที่โรงเรียนต่อไป

ผลกระทบเมื่อถูกบูลลี่ หรือ บูลลี่คนอื่น

  • เด็กที่ถูกบูลลี่ จะเครียด ซึมเศร้า หงุดหงิด วิตกกังวล นอนไม่หลับ ฝันร้ายบ่อยครั้ง มีปัญหาการเข้าสังคมจนโต หากถูกกดดันรุนแรง หรือเรื้อรัง จะนำไปสู่การทำร้ายคนอื่นเพื่อแก้แค้น หรือทำร้ายตนเองรุนแรงถึงฆ่าตัวตาย
  • เด็กที่บูลลี่คนอื่น เมื่อทำบ่อยครั้งจนกลายเป็นนิสัยเคยชิน จะมีปัญหาบุคลิกภาพแบบใช้ความก้าวร้าว ความรุนแรงต่อผู้อื่น ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เพื่อนน้อยลง เหลือแต่เพื่อนที่นิสัยเหมือนกัน เป็นอันธพาล จนร้ายแรงเป็นอาชญากรได้

ปมเหตุที่บูลลี่คนอื่น

เคยถูกแกล้งมาก่อน – เด็กที่ชอบรังแกเพื่อน มีหลายคนที่เคยถูกรังแกมาก่อน ไม่ว่าจะจากเพื่อนหรือจากครอบครัวก็ตาม และพวกเขารู้สึกว่าต้องระบายความโกรธเกรี้ยวที่ตนเองได้รับออกไปให้ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาเผชิญกับประสบการณ์ร้ายๆ ในวัยเด็ก พวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ที่ติดนิสัยระบายความโกรธกับผู้อื่น

แท้จริงแล้วโดดเดี่ยว – ความรู้สึกโดดเดี่ยว และไม่มีความสำคัญอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่นได้ ทุก ๆ คนต้องการความสนใจ และหากไม่ได้รับความสนใจมากพอ การกลายเป็นคนพาลคือทางเลือกที่ได้ผล เพราะนอกจากจะได้รับความสนใจแล้ว มันยังช่วยให้พวกเขารู้สึกมีอำนาจขึ้น

ความพึงพอใจในตนเองต่ำ – หากใครสักคนรู้สึกว่าตนเองไม่ฉลาดพอ หน้าตาไม่ดีพอ หรือไม่ร่ำรวยมากพอ คนๆ นั้น อาจมองหาวิธีการให้ตนเองรู้สึกดีกว่าคนอื่น และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันจะนำไปสู่การกดให้ผู้อื่นต่ำลงกว่าตนเอง โดยมีความอิจฉาเป็นปัจจัยสำคัญ

อีโก้สูง – บางคนที่ชอบแกล้งเพื่อนก็ไม่ได้มีความนับถือในตนเองต่ำ แต่กลับหยิ่งผยองในตนเองว่าสิ่งที่พวกเขาทำ หรือสิ่งที่พวกเขาคิดนั้นดีที่สุด และอีโก้ที่สูงนี้จะแปรเปลี่ยนไปเป็นความโกรธเกรี้ยว เมื่อใครสักคนท้าทาย หรือพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้ถูกต้องไปเสียหมด

เพราะคุณแตกต่าง – บางครั้งการกลั่นแกล้งก็มาจากเหตุผลง่าย ๆ เพียงเพราะเหยื่อแตกต่างจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ, เพศ, สีผิว หรือแม้แต่ความพิการ ความแตกต่างนี้จะถูกหยิบยกมาล้อเลียน จนนำไปสู่การปฏิบัติกับเหยื่อแบบที่ไม่เท่าเทียมกับเด็กคนอื่น ๆ

บูลลี่

“ครอบครัว” เป็นสถาบันที่เป็นพื้นฐานในการสร้างพลเมือง และสังคมที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นต้นแบบการถ่ายทอดค่านิยม การปลูกฝังความเชื่อ การสร้างเสริมทัศนคติ กำหนดบุคลิกภาพ วิธีการปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสร้างบรรทัดฐานทางสังคมให้แก่สมาชิกรุ่นใหม่ รวมทั้งคอยให้ความช่วยเหลือ ดูแล เยียวยา และฟื้นฟูจิตใจในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาอีกด้วย การสื่อสารกันด้วยความเข้าใจจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากที่ควรเรียนรู้ ฝึกฝน และทำให้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close