Lifestyle

ปลูกผักสวนครัว

ในช่วงที่โลกอยู่ในวิกฤตการณ์ โควิด-19 ทำให้เราต้องปรับวิถีชีวิตกันใหม่หลาย ๆ อย่าง เพื่อให้ตัวเราและ  ครอบครัวที่เรารัก ฝันฝ่าไปได้อย่างปลอดภัย  หนึ่งในมาตรการของหลาย ๆ ครอบครัวก็คือ การอยู่บ้านให้มากขึ้น  ทีนี้อยู่บ้านกันนาน ๆ ก็อาจเบื่อ วันนี้ MamyKid เลยมาชวน ปลูกผักสวนครัว ปลอดสารพิษ ไว้กินกันเอง และเป็นกิจกรรมที่คุณพ่อ คุณแม่ คุณลูก สามารถทำกิจกรรมนี้ร่วมกันได้อย่างมีความสุข  

เริ่มต้นยังไงดี ?

แนะนำว่า อย่างแรกเลย คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า ต้องการ ปลูกผักสวนครัว เพื่อวัตถุประสงค์อะไร เช่น

  • แก้เบื่อเพราะต้องอยู่บ้านนาน  ถ้าเหตุผลนี้ ก็ปลูกต้นอะไรก็ได้ ตามที่สะดวกเลย
  • ใช้รับประทานในครอบครัว (เผื่อแจกได้บ้าง) อันนี้ ควรต้องเลือกปลูกผักชนิดที่ ครอบครัวได้ใช่บ่อย ๆ หรือชอบรับประทานกัน และที่สำคัญควรมีอายุยาวสักนิด
  • ใช้เพื่อเป็นไม้ประดับ ตกแต่งให้บ้านสดชื่น เลือกชนิดจากความสวยงามเลยค่ะ เน้นใส่กระถางเก๋ แบบซื้อมาหรือแบบประดิษฐ์เองได้ทั้งนั้น หามุมวางที่อยู่ในสายตาเราจะได้รู้สึกสดชื่น
  • หลายเหตุผลรวมกัน ก็ต้องผสมผสานตามแต่เหมาะสมกับแต่ละบ้านแล้วหล่ะค่ะ

เมื่อทราบเหตุผลของการคิด ปลูกผักสวนครัว ของตัวเองจริง ๆ แล้ว ก็มาเริ่มมองหาสถานที่ มุม เหมาะ ๆ ในบริเวณบ้านเราก่อนว่า มีส่วนไหนที่พอจะว่างให้ปลูกผักได้บ้าง และที่สำคัญคือ เลือกตำแหน่งแปลงปลูกผักสวนครัวควรให้เหมาะสม  

ควรเลือกปลูกในสถานที่ที่มีแสงแดดส่องมาถึงแปลงผักตลอดทั้งวัน โดยปกติผักสวนครัวส่วนใหญ่ต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโตกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งช่วยให้ผักสวนครัวเติบโตได้ดี ให้รสชาติที่อร่อย

ตำแหน่งแปลงปลูกผักสวนครัวที่แนะนำคือ หลังบ้านหรือหน้าบ้าน ไม่แนะนำให้ตั้งอยู่บริเวณข้างบ้านเพราะจะมีตัวบ้านและรั้วบ้านเป็นตัวกันแดด ที่สำคัญแปลงผักควรตั้งอยู่ในแนวที่หันไปทางทิศเหนือและใต้ ซึ่งเป็นทิศที่มี แสงแดดส่องผ่านทั้งวัน เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่

ปลูกผักสวนครัว

ปลูกแบบไหน ?

การปลูกผักสวนครัว ไม่จำเป็นต้องปลูกบนแปลงดินเท่านั้น เราสามารถเลือกปลูกในภาชนะ หรือ ในสไตล์ต่าง  ๆ ที่เราชอบ หรือเหมาะสมกับบริเวณบ้านได้ MamyKid รวบรวมลักษณะการปลูกผักสวนครัวแบบต่าง ๆ มาแนะนำกันค่ะ

ปลูกบนแปลงปลูก  – แบบนี้เหมาะสำหรับบ้านที่พื้นที่กว้างนิดนึง สามารถสร้างสรรค์รูปแบบแปลงผักตามใจชอบ วัดขนาดความกว้างของแปลงตามระยะมือเอื้อมสะดวก โดยอย่าลืมเว้นทางเดินระหว่างแปลง ให้สามารถเข้าไปดูแลได้ รวมถึงรักษาความสะอาดบริเวณโดยรอบ ขนาดแปลงที่พอเหมาะเริ่มต้นประมาณ 16 x 10 ฟุต

ปลูกผักสวนครัว

ปลูกในกระบะ – เหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่น้อย หรือ ไม่มีดินที่จะลงปลูก (พื้นเป็นซีเมนต์หรือวัสดุอื่น) การปลูกในกระบะจะดูแลง่าย พืชจะได้รับปุ๋ยอย่างเต็มที่ ปัจจุบันมีกระบะสำเร็จรูปขายอยู่หลากหลายแบบหลายขนาดให้เลือก

ปลูกในกระบะ

ปลูกในกระถาง – ประหยัดพื้นที่ ดูแลง่าย โยกย้ายเคลื่อนที่ได้สะดวก แถมยังตกแต่งตามมุมต่าง ๆ ในบ้านได้อีกด้วย การปลูกผักลงกระถางสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

  • วิธีหว่านหรือหยอดเมล็ด โดยหว่านเมล็ดลงให้กระถางโดยกะระยะห่างของเมล็ด หรือหลุมที่หยอดให้เหมาะสมกับชนิดของผัก ผักที่นิยมปลูก โดยใช้เมล็ดได้แก่ ผักชี, ผักบุ้งจีน, ตั้งโอ๋, ขึ้นฉ่าย เป็นต้น
  • วิธีเพาะต้นกล้าผักก่อนปลูก นำต้นกล้าผักที่เพาะเมล็ดได้ระยะเวลาที่พอเหมาะ โดยสังเกตจากลักษณะของลำต้น และระบบรากฝอย ถ้าสมบูรณ์ก็สามารถย้ายต้นกล้าผักลงปลูกได้เลย ผักที่นิยมปลูกวิธีนี้ได้แก่ ผักคะน้า, ผักกาดขาว, ผักกาดเขียว, ผักกาดหอม, กะหล่ำปลี, ปูเล่, กะเพรา, โหระพา เป็นต้น
  • วิธีนำส่วนของผักมาปักชำ ผักที่สามารถนำมาลงปลูกแบบปักชำในกระถางได้เลย เช่น สะระแหน่, ชะพลู, หอมแบ่ง, ตะไคร้ ฯลฯ  การปักชำต้องดูว่าผักแต่ละชนิดใช้ส่วนใดในการปักชำได้ ผักบางชนิดมีรากลึกกระถางที่ใช้ปักชำควรมีความลึกที่เหมาะสมต่อผักด้วย หรือผักบางชนิดต้องใช้ไม้ปัก เพื่อพยุงลำต้นผักให้ตั้งตรงและป้องกันการกระทบกระเทือนเวลารดน้ำ ในช่วงแรกๆ ของการปักชำด้วย

การดูแลรักษาผักในกระถาง ผักที่ปลูกในกระถางสามารถทำการดูแลรักษาได้ง่าย โดยคอยรดน้ำให้ดินในกระถางในมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืช พรวนดิน หากผักมีเจริญเติบโตไม่ดี และควรเปลี่ยนดินเมื่อมีการปลูกผักในครั้งต่อไป หรือปลูกผักชนิดใหม่ในกระถางเดิม ถ้าหากที่ที่วางกระถางอยู่ผักที่ปลูกได้รับแสงไม่เพียงพอ สามารถย้ายกระถางไปวางไว้ในที่มีแสงเพียงพอได้

ปลูกผักแนวตั้ง  – หากบ้านเรามีพื้นที่น้อย การทำสวนผักแนวตั้งก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่น่าสนใจ ซึ่งใช้หลักการเดียวกับการปลูกผักในภาชนะทั่วไป และสามารถออกแบบสวนผักให้เหมาะสมกันพื้นที่ของเราได้ ซึ่งมีหลักการทำที่ไม่ยากดังนี้

  • การจัดวางกระถาง ควรให้มีระยะห่างระหว่างกระถางประมาณ 1 นิ้ว และให้แต่ละแถวห่างกันประมาณ 2 คืบ เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอให้ผักเติบโตได้อย่างงอกงาม
  • ใช้กระถาง 2 ใบซ้อนกัน เพื่อให้สะดวกต่อการทำงาน โดยกระถางล่างเป็นใบที่ยืดติดกับโครงไม้ที่กำแพง ส่วนกระถางบน เป็นใบที่ใช้ปลูกผักเวลาเก็บเกี่ยวและเปลี่ยนดิน ก็สามารถยกกระถางบนออกไปได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาแกะและผูกลวดเพื่อยืดกำแพงใหม่อีกครั้ง
  • เพาะกล้าใหม่เตรียมไว้ เพื่อผักโตไล่กัน พอเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะได้มีกล้าล้างผักไว้ลงปลูกใหม่ทันที การวางแผนปลูกวิธีนี้ จะช่วยให้กำแพงสวยงามด้วยผักอยู่ตลอดเวลา
  • หากมีพื้นที่จำกัด การปลูกผักไว้หลายชั้น ในหลายรูปแบบผสมผสานกัน ก็มีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตในพื้นที่น้อยได้
  • ภาชนะที่ใช้ปลูกสวนผักลอยฟ้าควรมีน้ำหนักเบาและควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เนื่องจากน้ำจะระเหยเร็ว
  • การทำสวนผักแนวตั้ง ต้องเลือกชนิดผักให้เหมาะสมกับขนาดของกระถาง รวมถึงระยะห่างของกระถางทั้งด้านข้าง ด้านบน และด้านล่าง เช่น หากปลูกในกระถางขนาดเล็ก ควรเลือกปลูกผักทรงพุ่ม เช่น สลัด หรือ วอเตอร์เครส หากปลูกผักลำต้นสูง อาจจะโตจนบดบังแสงแดดของผักด้านบน
  • เพื่อให้ผักเจริญเติบโตดี ควรเพาะกล้าผักก่อนย้ายลงกระถาง เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว ควรนำดินในกระถางออกมาปรับปรุงเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินทุกครั้ง โดยแนะนำว่าให้นำดินเก่าออกมาตากแดดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก่อนนำไปผสมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพื่อปลูกใหม่ หรือนำดินเก่าไปผสมทำเป็นดินหมัก
  • ไม่ควรเรียงกระถางแนวตั้งให้สูงจนเกินไป เพราะยากต่อการทำงาน การสถานที่วางสวนแนวตั้ง ควรคำนึงถึงเรื่องแสงแดด ระวังอย่าให้มีเงาตึก หรือ เงากระถางมาบังผักที่ปลูก
  • สวนผักแนวตั้งเหมาะสำหรับคนที่มีพื้นน้อย แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาดูแลน้อย เพราะต้องอาศัยการดูแลและบำรุงรักษาพอสมควร

ปลูกผักแนวตั้ง

ปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponic) – หรือ การปลูกพืชในน้ำที่ผสมสารละลายอาหารปลูกเลี้ยง หรือที่เรียกกันตามท้องตลาดว่า “ปุ๋ยน้ำ” โดยผักที่ปลูกแบบ Hydroponic ส่วนมากจะเป็นผักกินใบ และเป็นพืชระยะสั้นที่เก็บเกี่ยวในระยะเวลาอันรวดเร็ว ข้อดีของการปลูกผักในน้ำคือไม่ต้องใช้พื้นที่มากมาย บ้านที่มีพื้นที่จำกัด บนระเบียงขนาดเล็ก ก็สามารถปลูกได้ หากตำแหน่งตรงนั้นมีแสงแดดส่องถึง ฝนไม่สาด อากาศไม่ร้อนอบอ้าว ปกติแล้วผักกินใบจะต้องการแสงอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนผักกินผลต้องการแสงอย่างน้อย 5 ชั่วโมงต่อวัน หากตรวจสอบแล้วบริเวณที่จะปลูกมีแสงเพียงพอก็สามารถดำเนินการได้

สำหรับรางปลูกผักไฮโดรโปนิกส์นั้นมีให้เลือกทั้งแบบสำเร็จรูปซึ่งมีจำหน่ายให้ติดตั้งได้ทั้งระบบภายในเซตเดียว มีหลายขนาดให้เลือกพร้อมวิธีประกอบทุกขั้นตอน แต่หากขนาดรางที่มีจำหน่ายในท้องตลาดใหญ่เกินกว่าพื้นที่ที่เรามีก็สามารถทำรางปลูกผักไฮโดรเองได้ โดยกำหนดขนาดได้ตามพื้นที่ที่ต้องการ

ระบบไฮโดรโปนิกส์ ที่นิยมปลูกในเมืองไทยมี 2 ระบบคือ

NFT (Nutrient Film Technique) เป็นระบบให้น้ำที่ผสมสารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านรากพืชเป็นแผ่นบางๆ บนรางปลูกอย่างต่อเนื่อง รางปลูกจึงต้องมีความลาดเอียงเพื่อให้แผ่นน้ำที่ไหลผ่านมีความบางคล้ายฟิล์ม

ปลูกผักสวนครัว
ภาพจาก http://utahaquatics.com/how-does-a-hydroponic-system-work/

DFT (Deep Flow Technique) เป็นระบบที่ปลูกพืชโดยรากแช่อยู่ในสารละลาย โดยจะมีการปลูกพืชบนแผ่นโฟมหรือวัสดุที่ลอยน้ำเพื่อยึดลำต้น ระบบนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระบบไฮโดรโปนิกส์ลอยน้ำ (Floating Hydroponic Systems) ระบบนี้นิยมปลูกโดยทั่วไปและสามารถประยุกต์รางปลูกได้จากวัสดุที่หลากหลาย เช่นท่อน้ำ กล่องโฟม ถังน้ำ หรือแม้กระทั่งขวดพลาสติก ก็สามารถทำได้

ปลูกผักสวนครัว
ภาพจาก http://guyubtani.blogspot.com/2016/05/cara-bertanam-hidroponik-dft-deep-flow-technique.html

ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งสิ่งคือสารละลายอาหารพืชหรือปุ๋ยน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญช่วยให้พืชเจริญเติบโต โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 สูตรคือสูตร A B ใช้ผสมน้ำตามอัตราส่วนที่ฉลากกำหนดไว้ หากใช้เกินประมาณที่กำหนดผักจะดูดซึมไนโตรเจนไปสะสมไว้ในรูปแบบของสารไนเตรทซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรงมะเร็งอย่างที่กล่าวในขั้นต้น การควบคุมปริมาณการให้ปุ๋ยน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แต่ในขณะเดียวกันหากไม่ต้องใช้ปุ๋ยน้ำก็สามารถปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบอินทรีย์ได้ เรียกระบบนี้ว่า Aquaponics เป็นการผสมผสานระหว่างการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์กับการเลี้ยงปลา โดยเลี้ยงปลาในตู้ด้านล่างแล้วหมุนน้ำจากตู้ปลาซึ่งมีทั้งมูลปลา เศษอาหารที่ปลากิน คราบเมือก เต็มไปด้วยสารอาหารไปหล่อเลี้ยงพืชผักที่ปลูกอยู่ด้านบน มีปั้มน้ำจะทำหน้าที่หมุนเวียนระบบน้ำและเพิ่มออกซิเจนเพื่อให้จุลินทรีย์ในน้ำย่อยสลายมูลปลา และสารต่างๆ ให้อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ จากที่ให้สารอาหารกับผักด้วยปุ๋ยน้ำก็ปรับเปลี่ยนเป็นให้อาหารจากมูลปลานั่นเอง

ผักที่น่าปลูก

ผักน่าปลูก

ผักชี – นำเมล็ด ผักชี บดเบา ๆ ให้แตกออกเป็น 2 ส่วน แล้วแช่น้ำไว้ 3 ชั่วโมง นำมาตากลมอีกครั้ง ก่อนคลุก เมล็ดกับทรายและเถ้า ปลูกลงในกระถาง คลุมหน้าดินด้วยฟาง ตามด้วยรดน้ำให้ชุ่ม

ต้นหอม – เตรียมดินด้วยการพรวนดินให้ร่วน ทุบเปลือกถั่วลิสงให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ  นำเปลือกถั่วลิสงผสมกับดิน แล้วตักดินใส่กระถางโดยไม่ต้องกดดินให้แน่น   ใช้มีดตัดต้นหอมเหนือราก 1.5-2 นิ้ว แล้วปักชำลงดิน โดยเว้นระยะห่างแต่ละต้น 2 นิ้วพร้อมกับรดน้ำพอให้ชุ่ม   ถ้าปลูกด้วยเมล็ดให้โรยเมล็ดลงหน้าดินได้เลย ประมาณ 4-5 เมล็ดต่อกระถางก็พอ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นและรากของต้นหอมติดกันเกินไปเมื่อโตขึ้น ​  รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากใบงอกแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนมารดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ

พริก – นำเมล็ดพริกไปแช่น้ำไว้ 1 วัน ตากให้แห้ง แล้วหันไปผสมดินร่วน ทราย และปุยหมัก เพื่อเทลงในกระถาง เพาะกล้า จากนั้นหย่อน เมล็ดพริกลงไปปลูกในดิน รดน้ำให้ต้นโตสูงประมาณ 6 นิ้ว คัดเลือกเอาต้นกล้าที่แข็งแรง  ปลูกในกระถางที่มีดินร่วนปนทรายและปุยหมัก รดน้ำเช้า-เย็น และตั้งให้ โดนแดด

กะเพรา – โรยเมล็ดทิ้งไว้ 7-10 วัน ในดินร่วนซุย และระบายน้ำได้ดี หากโตเบียดกันแน่นเกินไปควรถอนแยกเพื่อให้ต้นโตเป็นพุ่ม และควรเด็ดใบมาปรุงอาหารบ่อย ๆ เพื่อให้ต้นไม่ผลิดอก ติดเมล็ด หรือต้นโทรมเร็วเกินไป

ผักบุ้งคัดเลือกเมล็ดผักบุ้ง ที่สมบูรณ์ที่สุด ปลูกลงในดินร่วนผสมปุยคอก ภายใน 2-3 วัน จากนั้นควรดูแลเรื่องความชื้นของดินเป็นพิเศษ เพราะผักบุ้งเป็น พืชที่ชอบความชื้นมาก อย่าปล่อยให้ขาดน้ำ รออีกแค่ 1 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมากินได้

คะน้า – เตรียมถาดพลาสติกสำหรับการเพาะปลูกคะน้า หลังจากนั้นนำดินพร้อมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 2:1 ใส่ลงในถาดหาเศษไม้เล็ก ๆ แล้วนำมากดลงไปในดิน ในถาดที่เราเตรียมจะเพาะ โดยความลึก 0.5 ซม.นำเมล็ดของผักคะน้าที่เราเตรียมไว้ ใส่ในหลุมที่เพาะ หลุมละ 1 – 2 เมล็ด ใส่ดินแล้วรดน้ำ 7 – 10 วันหลังจากที่เราเริ่มเพาะปลูกคะน้า ผักจะค่อยๆ เริ่มเจริญเติบโตพอเข้าวันที่ 20 – 25 ของการเพาะปลูก นำต้นคะน้ามาลงปลูกในกระถาง และพอวันที่ 45 สามารถเก็บผักคะน้าได้  การดูแลน้ำเป็นสิ่งสำคัญ หมั่นดูแลรดน้ำทุกวัน วันละ 1 – 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและช่วงเย็น อย่างสม่ำเสมอ

ตะไคร้ – นำต้นที่ตัดใบปักชำในดินร่วนซุย โดยปลูกในดินลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ในพื้นที่ที่มีแสงแดดครึ่งวัน หลังจากนั้นประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ จะเริ่มแตกรากผลิใบ

ผักกวางตุ้ง – ขั้นตอนแรกให้พรวนดินให้พร้อม กำจัดวัชพืชให้หมด แล้วนำปุ๋ยคอกมาผสม จากนั้นให้หย่อนเมล็ดลงในกระถางเพาะกล้า รดน้ำ และใส่ปุ๋ย เสร็จแล้วก็รอจนกระทั่งต้นสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร แล้วค่อยย้ายลงไปปลูกในกระถางใหญ่ที่เตรียมไว้อีกที ใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน ถึงจะเก็บเกี่ยวได้ 

ผักสลัด – เลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักสลัดที่เราชอบ ใส่ดินลงในกระถางหรือถาดหลุม รดน้ำให้ชุ่ม วางเมล็ดลงไปที่หลุมประมาณ 3 – 4 เมล็ดต่อหลุม รอเวลา 5-7 วัน คัดต้นอ่อนที่สมบูรณ์ไว้เหลือเพียง 1 ต้นต่อหลุมหรือกระถาง กดดินให้แน่นเพื่อเป็นการตั้งต้นให้กับต้นอ่อน รดน้ำในตอนเช้าและตอนเย็น วางไว้ในที่โดนแสงแดดเต็มที่ แต่ถ้าแดดแรงมากอาจหาแสลมมาช่วยพรางแสง ใส่ปุ๋ยได้เมื่อต้นอายุครบ 2 สัปดาห์และใส่ปุ๋ยซ้ำอีก 7 วันหลังจากใส่ครั้งแรก ครบ 45-50 วัน ก็เก็บมากินกันได้แล้ว (กรณีเลือกปลูกแบบไร้ดินดูวิธีการที่นี่)

วิธีกำจัด หอยทาก ศัตรูของผัก

การปลูกผักในช่วงหน้าฝน เรามักเจอปัญหาต้นอ่อนของผักที่อุตส่าห์ประคบประหงมอย่างดี โดยเจ้าหอยทากตัวน้อย ๆ แทะเล็มกันจนด้วนไปหมด ถ้าเจอปัญหานี้กันอย่ารอช้านะคะ ต้องรีบหาทางกำจัดหรือป้องกันกันทันที เรามีวิธีดี ๆ ไม่เป็นอันตรายมาฝากกัน

Snail

เปลือกไข่ เปลือกไข่จะทำให้หอยทากรู้สึกระคายเคือง วิธีก็แค่นำเปลือกไข่ไปตากแดดให้แห้ง หลังจากนั้นทำให้ทุบให้ละเอียด แล้วนำไปโรยบริเวณที่ปลูกต้นไม้

กระเทียม ตำกระเทียมทั้งเปลือก 2-3 กำมือให้ละเอียด แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 4 ลิตร ทิ้งไว้ข้ามคืน หลังจากนั้นนำน้ำมาเทใส่ขวดฟ็อกกี้ แล้วนำไปฉีดต้นไม้ที่เราปลูกไว้ กลิ่นของกระเทียมจะช่วยไล่หอยทากให้ห่างไกลจากสวนได้

กากกาแฟ นำกากกาแฟไปโรยบริเวณรอบๆ ต้นไม้ หรืออาจจะนำน้ำกาแฟเทใส่ในขวดฟ็อกกี้ แล้วนำไปฉีดต้นไม้หรือตัวหอยทากเลยก็ได้ ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยกำจัดได้ดีเช่นกัน

ปูนขาว วิธีคล้าย ๆ กับกากกาแฟ โดยนำปูนขาวไปโรยบริเวณรอบ ๆ ต้นไม้ เพราะหอยทากแพ้ความเป็นด่าง จึงถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยไล่หอยทากได้

หินภูเขาไฟ มีอยู่หลายชนิด ลักษณะมีฟองอากาศอยู่ข้างใน เป็นรูโพรงเหมือนฟองนํ้า นอกจากจะนํามาเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง และใช้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับแล้ว ยังสามารถนํามาโรยรอบ ๆ กระถางหรือแปลงผัก เพื่อป้องกันหอยทากได้ด้วย เพราะหินภูเขาไฟมีความคมและหยาบถึงขั้นบาดผิวหนังได้เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่หอยทากไม่ชอบ เพราะมันต้องใช้ลําตัวเดิน นอกจากนี้หินภูเขาไฟยังมีพลังลึกลับในตัวของมันเอง มีแรงดึงดูดเหมือนแม่เหล็ก หากหอยทาก เดินผ่านมันจะหมดเรี่ยวแรงทันที

สาหร่ายทะเล เป็นพืชที่เราสามารถนํามาป้องกันหอยทากได้ โดยการนําสาหร่ายไปตากแดดให้แห้ง และนํามาวางไว้รอบ ๆ แปลงผัก หรือรอบ ๆ กระถาง หอยทากจะไม่มาใกล้ เพราะสาหร่ายทะเลมีความเค็มอยู่ในตัว และเวลาแห้งแล้วมันจะหยาบ ๆ กรอบ ๆ หอยทากไม่ชอบอะไรที่เค็ม ๆ หยาบ ๆ

ลวด ให้นําลวดมาพันไว้รอบกระถางต้นไม้ หรือหากปลูกพืชลงดินก็ให้หาแผ่นไม้เก่า ๆ ที่ไม่ใช้แล้วมาทำรั้วกั้นแปลงผัก ความสูงจากดินประมาณ 1 คืบ แล้วใช้ลวดมาวางราบกับสันไม้ จากนั้นตอกยึดลวดให้เป็นแนวขนานกับไม้เพื่อป้องกันหอยทากเดินเข้าไปกินแปลงผัก เพราะลวดที่ตากแดดในตอนกลางวันจะมีพลังงานจากแสงอาทิตย์เก็บอยู่เป็นจํานวนมากพอที่จะช๊อตหอยทากได้เมื่อปากหรือหนวดของมันไปสัมผัสกับลวด แล้วมันจะหันเหไปทิศทางอื่น

Tags
Back to top button
Close