Lifestyle

ฝุ่น PM 2.5

กลายเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง เมื่อมีรายงานสถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 ที่อยู่ในระดับสูงและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเขต กรุงเทพ ปริมณฑล กิจวัตรยามเช้าของเราหลังตื่นนอนในช่วงนี้ คือ การตื่นมาเช็คสภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชั่นตรวจวัดคุณภาพอากาศ ลุ้นกันวันต่อวัน ว่าวันนี้อากาศจะเป็นอย่างไร จะสีเขียว สีเหลือง สีส้มหรือสีแดง

หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพอนามัยเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมาแล้วว่า ฝุ่นละอองจิ๋วที่มีปริมาณสูงในชั้นบรรยากาศ คือ ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังและโรคร้ายแรงอื่น ๆ ในระยะยาว เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันและหาทางป้องกัน จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยจากฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ได้ มาดูกันว่า หากร่างกายของเราได้รับฝุ่นจิ๋วนี้เข้าไปจะเกิดอะไรกับ ร่างกายเราได้บ้าง และเราจะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรเมื่อต้องใช้เวลาในแต่ละวันกับชีวิตที่มีฝุ่นอยู่รอบ ๆ  ตัว

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร?

คือฝุ่นละอองในอากาศที่มีขนาดอนุภาคเล็กมาก ๆ (ขนาดเล็กกว่า2.5ไมครอน หรือไมโครเมตร) PM ย่อมาจาก Particulate Matters

ด้วยขนาดที่เล็กมาก ๆ เราจึงมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ถ้าฝุ่นนี้มีปริมาณสูงในอากาศ จะดูคล้ายกับมีหมอกหรือควัน

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้จากท่อไอเสียของเครื่องยนต์ ควันบุหรี่ การเผาขยะ เผาหญ้า เผาเชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงงาน เป็นต้น  ฝุ่น PM 2.5 นี้ ยังสามารถรวมตัวกับสารมลพิษ เช่นสารไฮโดรคาร์บอน และโลหะหนัก

ฝุ่น PM 2.5

อันตรายเมื่อสูดเอาฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย  

ข้อมูลจาก Institute for Health and Evaluation มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ระบุว่า ฝุ่นละอองในอากาศ ที่เป็นสาเหตุของความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ปะปนไปด้วยก๊าซพิษ โลหะหนัก  และสารเคมีต่าง ๆ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2), โอโซน (O3), ไนโตรเจนและไดออกไซด์ (NO2) เมื่อฝุ่นเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจะเพิ่มโอกาส หรือความเสี่ยงที่จะเกิดโรค ร้ายต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองตีบ หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้

เนื่องจากขนาดที่เล็กกว่า 1 ใน 25  ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ จึงทำให้ ฝุ่น PM 2.5 ที่เต็มไปด้วยมลพิษ สามารถเล็ดลอดขนจมูก ที่เป็นเหมือนด่านป้องกันสิ่งแปลกปลอม เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจได้ และเมื่อฝุ่นละอองขนาดจิ๋วเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้แล้ว จะเข้าไปก่อให้เกิดการอักเสบภายในร่างกาย ทำลายสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีหน้าที่กำจัดสารพิษที่เป็นตัวก่อมะเร็ง  ผลกระทบกับร่างกายที่เกิดจะขึ้นกับอวัยวะที่ฝุ่น PM 2.5 เข้าไปสะสม  เช่น

  • ไปสะสมในปอด จะทำให้ปอดอักเสบ ติดเชื้อ ถุงลมโป่งพอง หอบหืดกำเริบเฉียบพลัน และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดอีกด้วย
  • สะสมที่หลอดเลือด จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวหรือตีบตัน ถ้าเกิดขึ้นที่หลอดเลือดสมอง มีโอกาสที่สมองจะขาดเลือด เนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบตันจนเลือดมาเลี้ยงสมองได้น้อยลง เสี่ยงที่จะเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
  • เข้าไปสะสมอยู่ที่สมอง เซลล์สมองจะเกิดการอักเสบ เสี่ยงที่จะได้รับความเสียหาย และถูกทำลายจนอาจเกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วกว่าปกติได้
  • ไปสะสมที่หลอดเลือดหัวใจ ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหัวใจวายเฉียบพลับตามมาได้
  • อันตรายต่อผิว เนื่องจากฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก ๆ เล็กกว่าขนาดของรูขุมขน จึงสามารถซึมผ่านเข้าผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ มีอาการแดงคัน ระคายเคืองผิว โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย โรคภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีผื่นกำเริบได้ง่าย  ผิวหน้ามันขึ้น น้ำมันบนหน้าและฝุ่นจะทำให้เกิดการอุดตันของผิว และก่อให้เกิดสิว  นอกจากนี้ยังกระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระที่จะทำลายผิว ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย และจุดด่างดำ
ฝุ่น PM 2.5

เป็นอันตรายสำหรับใครบ้าง ?

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในสถานการณ์ “ฝุ่นจิ๋วมรณะ” หนาแน่นแบบนี้ คือ หลายคนเข้าใจว่า ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบแต่เฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเช่น กลุ่มเด็ก หรือผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร เด็ก หนุ่มสาวที่แข็งแรง ผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัย รวมทั้งคนที่มีปัญหาสุขภาพ ก็มีความเสี่ยงไม่ต่างกัน หากได้รับฝุ่นจิ๋วมรณะนี้ในปริมาณมากและสะสมมาเป็นเวลานาน

สำหรับเด็ก ๆ เป็นวัยที่ภูมิคุ้มกันโรคยังพัฒนาไม่เต็มที่ หากปล่อยให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปทำลายเซลล์สมองจนเกิดความเสียหาย ส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กได้

ส่วนผู้สูงอายุ ผลกระทบที่เกิดจากฝุ่นจิ๋วมรณะ เช่น อาจทำให้ความดันโลหิตสูงผิดปกติ หลอดเลือดสมองแข็งตัว เกิดลิ่มเลือดในสมองอุดตันจนทำให้สมองขาดเลือด เซลล์สมองเสียหาย ต้นเหตุของภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งมีภาวะเปราะบางกับมลพิษในอากาศอยู่แล้ว การได้รับฝุ่นจิ๋วมรณะสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมากอาจส่งผลต่อการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวทารกต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมีโอกาสแท้งบุตรได้

และสุดท้ายคนทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรง หากได้รับฝุ่นจิ๋วมรณะปริมาณสูง ก็อาจมีอาการระคายเคือง น้ำมูกไหล ไอ จาม แต่ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดมะเร็งปอดและทำให้ความสามารถของปอดเสื่อมลงได้เช่นเดียวกัน

อยู่กับฝุ่น PM 2.5 อย่างไรให้ปลอดภัย

เมื่อวิกฤตฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน การหาวิธีปกป้องหรือจำกัดเวลาที่จะต้องสัมผัสฝุ่นให้น้อยที่สุด ดูจะเป็นวิธีที่หลบเลี่ยงฝุ่นจิ๋วมรณะได้ดีที่สุดในเวลานี้

  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีฝุ่นขนาดจิ๋วในปริมาณสูง หรืองดกิจกรรมกลางแจ้งเป็นการชั่วคราว เช่น ถนนที่มีการจราจรติดขัด หรือมีผู้ใช้รถใช้ถนนหนาแน่น ออกกำลังกายภายในอาคารแทนการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อลดโอกาสหรือความเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับฝุ่นจิ๋วมรณะเข้าสู่ร่างกาย
  • หากจำเป็นต้องเดินทางเข้าไปในโซนที่ฝุ่น PM 2.5 มีปริมาณสูงผิดปกติ ควรหาเครื่องป้องกันที่เหมาะสม เช่น การสวมใส่หน้ากากอนามัย ที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้หรือหน้ากากที่ระบุว่าเป็นชนิด N95 ที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้
  • เสริมภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย เพื่อลดอาการอักเสบจากฝุ่นจิ๋วมรณะ ด้วยอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย  
  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้น ควรดื่มไม่ต่ำกว่า 10 แก้วต่อวัน
ฝุ่น PM 2.5

การดูแลปกป้องผิว เมื่อต้องผจญกับภาวะฝุ่นจิ๋ว

  • ควรทำความสะอาดผิว/ล้างหน้าให้สะอาดทันที ภายหลังจากต้องสัมผัสกับฝุ่นมลพิษ
  • ใส่เสื้อผ้าแขนยาว เพื่อปกป้องผิวไม่ให้ระคายเคือง และลดการเห่อของผื่น
  • ทาครีมบำรุงผิว เพื่อให้ความชุ่มชื้นและทำให้เกราะป้องกันของผิวแข็งแรงขึ้น

สมุนไพรต้านการอักเสบ-บำรุงปอด-และขับสารพิษ

หญ้าดอกขาว : พื้นบ้านใช้เป็นยาล้างปอด งานวิจัยในคนที่สูบบุหรี่ พบว่าหญ้าดอกขาวสามารถลดปริมาณก๊าซพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ที่คั่งค้างในปอดได้ รวมถึงช่วยฟื้นฟูปรับปรุงเนื้อเยื่อทางเดินหายใจ ลดการอักเสบระคายเคือง จึงเหมาะที่จะใช้เพื่อดูแลในสถานการณ์ PM2.5 ไม่แนะนำใช้ในผู้ที่มีการทำงานของตับและไตผิดปกติ รวมถึงผู้ที่ต้องคุมระดับโพแทสเซียม

ฝุ่น PM 2.5

มะขามป้อม : แก้ไอ แก้หอบ รักษาหลอดลมอักเสบ วิตามินซีสูง มีงานวิจัยในหนูพบว่าการกินมะขามป้อมช่วยลดผลกระทบจากก๊าซพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อันเป็นแหล่งกำเนิดของ PM 2.5 โดยมีผลปรับแร่ธาตุในร่างกายที่ได้รับผลกระทบจากก๊าซพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ให้สมดุล กลไกสำคัญมากจากฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระของมะขามป้อม

มะขามป้อม

ขมิ้นชัน : โดดเด่นเรื่องลดการอักเสบ มีงานวิจัยในหนูทดลองยืนยันว่า ขมิ้นชันมีผลปกป้องระบบหัวใจหลอดเลือด-ปอด จาก PM 2.5 มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ต้านการแพ้ ต้านพิษโลหะหนัก ซึ่งพบได้จากมลพิษและจาก PM 2.5 เช่น แคดเมียม อาร์เซนิก ไม่แนะนำใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยท่อน้ำดีอุดตัน

ฝุ่น PM 2.5

รางจืด : โดดเด่นเรื่องการล้างพิษ มีงานวิจัยในหนูทดลองยืนยันว่ารางจืดสามารถปกป้องตับและไตจากแคดเมียม ซึ่งเป็นโลหะหนัก ที่พบได้ใน PM 2.5 สามารถประยุกต์ใช้ได้จากข้อมูลที่มีเพื่อช่วยลดการสะสมพิษในร่างกาย แต่ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคตับและไต หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็กเล็ก ไม่ควรกินรางจืดพร้อมยาแผนปัจจุบัน เพราะอาจลดประสิทธิภาพของยานั้น หากต้องการใช้เพื่อป้องกันแนะนำใช้ขนาดต่ำไม่เกิน 7 วัน หรือสัปดาห์ละ 1 วันในกลุ่มที่เสี่ยงต่อมลภาวะ นอกจากการใช้รางจืดในรูปแบบรับประทานแล้ว การใช้ภายนอกกับผิวหนังก็ให้ผลดีในด้านต้านการแพ้ และมลภาวะได้เช่นกัน

ฝุ่น PM 2.5

โภชนบำบัด ด้วยอาหารรักษ์หัวใจ

จากการศึกษาพบว่าผู้ที่สัมผัสอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นละออง PM 2.5 หรือเล็กกว่านั้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจ เพราะยิ่งขนาดเล็กเท่าไรก็จะยิ่งเข้าสู่ร่างกายและยึดติดเข้าในปอดมากขึ้นเท่านั้น โดยกระบวนการคือฝุ่นละอองขนาดเล็กจะเร่งให้เกิดการอักเสบในร่างกายและลดปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระลง พอสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายลดลงก็เพิ่มระดับของ Reactive Oxygen Species (ROS) ตามมาด้วยความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ ส่วนปอดเมื่อได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าไปมากๆ การทำงานของปอดก็จะเสื่อมลง และอาจตามมาด้วยมะเร็งปอด

ดังนั้นในภาวะเช่นนี้การได้รับอาหารที่ช่วยลดการอักเสบของร่างกายร่วมกับการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่มีปริมาณที่สูงขึ้น จะเป็นตัวช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพจากการได้รับเอาฝุ่นละออง PM 2.5 หรือการอยู่ในมลภาวะที่ไม่ดีได้

  • วิตามิน ซี – เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยลดความเสียหายทางพันธุกรรมของ DNA เมื่อได้รับสารอนุมูลอิสระที่จะมาทำอันตรายต่อเซลล์ จากการศึกษาพบว่าการได้รับวิตามินซีจะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันร่างกายและลดปัญหาจากภูมิแพ้ต่อระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินหายใจ อาการคันตา อาการคันและแสบคอ อาการคันและแสบผิวหนัง อาหารกลุ่มที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม สตรอว์เบอร์รี แอปเปิล แตงโม มะละกอ ทับทิม ผักสีเขียวเข้ม ใบบัวบก ผักโขม หัวหอม
  • กรดไขมันโอเมกา 3 – เนื่องจากเป็นสารต้านการอักเสบที่ดีของร่างกาย จากการศึกษาในประเทศเม็กซิโกพบว่า กลุ่มผู้ที่ได้รับน้ำมันปลาที่มีโอเมกา 3 จะช่วยป้องกันความเสื่อมของร่างกายจากการได้รับฝุ่นละออง PM 2.5 อาหารที่มีกรดไขมันโอเมกา 3 เช่น น้ำมันปลา ไขมันปลา วอลนัต เมล็ดแฟลกซ์ อัลมอนด์ ถั่วเหลือง
  • วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และกรดโฟลิกหรือสารโฟเลต – การที่สัมผัสและได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้ จะส่งผลต่อภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยมีสารโฮโมซีสเตอีนในเลือดสูง การได้รับวิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และสารโฟเลต สามารถลดสารโฮโมซีสเตอีนในเลือดลง อาหารที่มีวิตามินกลุ่มนี้ เช่น ผักสีเขียวเข้ม ผักสีส้มที่มีเบตา-แคโรทีน เช่น ฟักข้าว แครอต ฟักทอง ส่วนวิตามินบี 12 มีในเนื้อสัตว์เนื้อแดง
  • บรอกโคลี – จากการศึกษาพบว่าสารสำคัญในบรอกโคลีคือซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และสารอินโดล (Indole) ช่วยเร่งการขับของสารพิษในร่างกาย และมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ Johns Hopkins University ที่ศึกษาในประเทศจีนในบริเวณที่มีมลภาวะทางอากาศสูง พบว่าผู้ที่บริโภคบรอกโคลีจะช่วยให้อวัยวะภายใน คือปอดและตับขับของเสียออกนอกร่างกายดีกว่า
ฝุ่น PM 2.5

มาช่วยกัน ลดปริมาณฝุ่นจิ๋ว

  • โดยการพยายามลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ใช้ขนส่งสาธารณะแทน หรือหากจำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว ก็พยายามเดินทางพร้อม ๆ กันหลายๆคน
  • ลดการเผาขยะ/กระดาษ/หญ้า, สูบบุหรี่
  • ช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อช่วยดูดซับฝุ่นมลพิษ
Tags
Back to top button
error: Content is protected !!
Close