Lifestyle

มันเทศ

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้ กระแส มันเทศ หรือ มันหวาน หรือ Sweet Potato หรือ มันม่วง ตื่นตัวขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะ มันม่วง เมนูมันม่วงจากคาเฟ่ต่างๆ  ในเกาหลีใต้ เข้ามามีอิทธิพลต่อการกินมันหวานของคนไทย ทำให้อะไร ๆ ก็เป็นมันม่วงไปเสียหมด ทาร์ตมันม่วง ชานมไข่มุกรสมันม่วง ทิรามิสุแบบเกาหลีโรยผงมันม่วง บิงซูมันม่วง บ้างก็พลิกแพลงประหยัดต้นทุน โดยการนำมันม่วงพันธุ์ไทยราคาถูกที่หาซื้อได้ตามตลาดบ้านเรา มาทำขนมไทยบ้าง ไม่ว่าจะเป็นขนมไข่เต่ามันม่วง บัวลอยมันม่วง ตะโก้มันม่วง มันม่วงฉาบ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้มากขึ้น

เพื่อไม่ให้ตกกระแส วันนี้ MamyKid จะมาขยายความเกี่ยวกับเจ้า มันเทศ ให้รู้กันแบบเจาะลึกกันเลยทีเดียว ตามมากันเลยค่ะ

มันเทศ

ความเป็นมาของมันเทศ

มันเทศเป็นพืชที่เป็นเถาเลื้อยราบไปบนพื้นดิน มีรากสะสมอาหารขยายใหญ่เรียกว่า หัว หัวมันเทศมีคุณประโยชน์มากมาย นำมาใช้เป็นอาหารได้ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน มีคาร์โบไฮเดรตสูงจึงใช้รับประทานแทนข้าวได้ นอกจากเป็นอาหารของมนุษย์เราแล้ว ยังนำไปใช้เป็นอาหารสำหรบสัตว์ได้อีกด้วย เช่นอาหารหมู อาหารวัว และอาหารแพะ โดยนำไปใช้ได้ทั้งหัว เถา และใบ  ที่สำคัญสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมได้หลายอย่าง เช่น ใช้ทำแป้ง ทำแอลกอฮอล์ ทำสุรา และน้ำส้มสายชู

มันเทศมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บริเวณเขตร้อนของทวีปอเมริกา แต่มันเทศที่ปลูกกันอยู่ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่า มีวิวัฒนาการมาจากพืชป่าชนิดใด อย่างไรก็ดีมนุษย์ก็รู้จักปลูกมันเทศมานานนับพันปีแล้ว ในสมัยโบราณนั้นมันเทศ เป็นอาหารหลักของพวกอินเดียนในอเมริกากลาง และบริเวณเทือกเขาแอนดีส ประเทศเปรู  พวกอินเดียนทั้งสองแหล่งนี้ ปลูกข้าวโพด เพื่อใช้เป็นอาหารหลัก และในขณะเดียวกันก็ปลูกมันเทศด้วย

นอกจากอินเดียนแล้ว ชนเผ่าโพลิเนเชียนที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก และตอนเหนือของเกาะนิวซีแลนด์ เชื่อกันว่า มันเทศที่ชาวโพลิเนเชียนปลูกกันในสมัยก่อนนั้น นำมาจากทวีปอเมริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากชาวยุโรปค้นพบทวีปอเมริกา นักสำรวจชาวสเปน ได้นำมันเทศไปสู่ประเทศสเปนและแพร่ต่อไปยังประเทศอื่น ๆ ในยุโรป

ส่วนทวีปเอเชีย ต้นมันเทศถูกนำมายังอินเดีย ฟิลิปปินส์ จีน และญี่ปุ่น โดยนักสำรวจชาว สเปน และโปรตุเกส ในส่วนประเทศนั้นไม่มีหลักฐานบันทึกว่าถูกนำเข้ามาปลูกในสมัยใด แต่รับรู้กันว่ามีผู้นำเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะมีเรือสำเภาค้าขายระหว่างประเทศจีน ชาวจีนอาจนำติดเรือมาด้วย

มันเทศนับว่าเป็นพืชที่เหมาะกับดินฟ้าอากาศของประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะสามารถเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตของหัวค่อนข้างสูง มันเทศ ปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง คือ ในฤดูฝนตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงกลางเดือน มิถุนายน และอีกครั้งหนึ่งหลังฤดูฝน คือ ในราวเดือนกันยายน ถึงพฤศจิกายน  

ปัจจุบันมันเทศเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของไทย ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตตลอดปี แล้วยังเป็นอาหารที่ อยู่คู่ครัวไทยมานาน จะหยิบจับเอามาทำขนม ของว่าง เอามาต้มยำทำแกง เป็นเมนูอร่อยได้สารพัด

มันเทศ

สายพันธุ์

มันเทศอาจแบ่งได้ 3 สายพันธุ์ ตามอายุการเก็บเกี่ยว ได้แก่

พันธ์เบา   – อายุประมาณ 90 วันหลังปลูกจนถึงเก็บหัว เช่น พันธุ์กัวเตมาลา , พม.02 , นส.25 และโนนนาด

พันธุ์กลาง – อายุประมาณ 120 วันหลังปลูกถึงเก็บหัว เช่น พันธุ์ห้วยสีทน 1 , ไทจุง , หัวโตแดง , โอกุต และ หัวโตขาว

พันธุ์หนัก – อายุประมาณ 150 วันหลังจากปลูกถึงเก็บหัว เช่น พันธุ์เซนเทเนียล , L89 , L4-116 , L3-64 และโรสเซนเทเนียล

ปัจจุบันเกษตรกรไทยจึงเริ่มนำพันธุ์มันเทศจากญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวันมาขยายพันธุ์และออกสู่ตลาดมากขึ้น  เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้กินมันเทศคุณภาพดีในราคาที่ถูกลง (อยู่ที่กิโลกรัมละ 80-100 บาท) มันเทศ พันธุ์ต่างชาตินี้หัวมันเทศจะอ้วน เนื้อเนียนละเอียด เสี้ยนน้อย สีสวยสด รสหวานจัดกว่าพันธุ์พื้นบ้านไทยที่ หัวเล็ก หัวเรียวยาว และหากินยากแล้วในปัจจุบัน แต่ทั้งมันเทศหรือมันไทยคุณค่าสารอาหารนั้น ก็แทบมิได้แตกต่างกันเลย   ใบมันเทศดิบ

มันเทศ

คุณค่าทางโภชนาการของมันเทศ (ปริมาณ 100 กรัม)

สารอาหาร หัวมันเทศดิบหัวมันเทศอบไม่ใส่เกลือใบมันเทศดิบ
พลังงาน86 กิโลแคลอรี90กิโลแคลอรี42 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต20.1 กรัม20.7 กรัม8.82 กรัม
แป้ง12.7 กรัม7.05 กรัม
น้ำตาล4.2 กรัม6.5 กรัม
ใยอาหาร3 กรัม3.3 กรัม5.3 กรัม
ไขมัน0.1 กรัม0.15 กรัม0.51 กรัม
โปรตีน1.6 กรัม2.0 กรัม2.49 กรัม
วิตามินเอ709 ไมโครกรัม 89%961 ไมโครกรัม 120%189 ไมโครกรัม 24%
เบตาแคโรทีน8,509 ไมโครกรัม 79%2,217 ไมโครกรัม 21%
ลูทีน ซีแซนทีน14,720 ไมโครกรัม
วิตามินบี 10.078 มิลลิกรัม 7%0.11 มิลลิกรัม 10%0.156 มิลลิกรัม 14%
วิตามินบี 20.061 มิลลิกรัม 5%0.11 มิลลิกรัม 9%0.345 มิลลิกรัม 29%
วิตามินบี 30.557 มิลลิกรัม 4%1.5 มิลลิกรัม 10%1.13 มิลลิกรัม 8%
วิตามินบี 50.8 มิลลิกรัม 16%0.225 มิลลิกรัม 5%
วิตามินบี 60.209 มิลลิกรัม 16%0.29 มิลลิกรัม 22%0.19 มิลลิกรัม 15%
วิตามินบี 911 ไมโครกรัม 3%6 ไมโครกรัม 2%
วิตามินซี2.4 มิลลิกรัม 17%19.6 มิลลิกรัม 24%11 มิลลิกรัม 13%
วิตามินอี0.26 มิลลิกรัม 2%0.71 มิลลิกรัม 5%
วิตามินเค302.2 ไมโครกรัม 288%
แคลเซียม30 มิลลิกรัม 3%38 มิลลิกรัม 4%78 มิลลิกรัม 8%
ธาตุเหล็ก0.61 มิลลิกรัม 5%0.69 มิลลิกรัม 5%0.97 มิลลิกรัม 7%
แมกนีเซียม25 มิลลิกรัม 7%27 มิลลิกรัม 8%70 มิลลิกรัม 20%
แมงกานีส0.258 มิลลิกรัม 12%0.5 มิลลิกรัม 24%
ฟอสฟอรัส47 มิลลิกรัม 7%54 มิลลิกรัม 8%81 มิลลิกรัม 12%
โพแทสเซียม337 มิลลิกรัม 7%475 มิลลิกรัม 10%508 มิลลิกรัม 11%
โซเดียม55 มิลลิกรัม 4%36 มิลลิกรัม 2%
สังกะสี (ซิงค์)0.3 มิลลิกรัม 3%0.32 มิลลิกรัม 3%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

ประโยชน์ของมันเทศ

  1. เป็นแหล่งรวมของคาร์โบไฮเดรตชั้นดีซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานที่ไม่ก่อพิษต่อร่างกายเหมือนอาหารที่ถูกแปรรูปมาจากแป้งและน้ำตาล  จึงเหมาะในการนำมาบริโภคแทนข้าวได้
  2. ยอดอ่อนสามารถรับประทานเป็นผักโดยปรุงใส่ในแกงส้ม หรือลวกจิ้มกินกับน้ำพริกก็ได้เช่นกัน
  3. เนื้อสีเหลือง หรือสีส้ม มีสารเบต้าแคโรทีน เมื่อรับประทานเข้าไปจะย่อยสลายกลายเป็นวิตามินเอมีส่วนสำคัญช่วยบำรุงสายตา ช่วยการมองเห็นตอนกลางคืน และลดความเสื่อมของลูกตาได้    
  4. เนื้อสีม่วง มีสารแอนโทไซยานินสูง จัดเป็นสารอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
  5. มีวิตามินซีมากจึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดี และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส
  6. มีไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหารมาก ดังนั้นเมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มได้นาน จึงถือเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
  7. การศึกษาในหนูพบว่า มันเทศมีส่วนช่วยในการลดระดับไขมันในเลือดได้ แต่เรื่องนี้ยังคงต้องการการศึกษาเพิ่มเติม 
  8. เมื่อนำมันเทศมาหั่นจะพบว่าจะมีน้ำสีขาวไหลออกมา สิ่งนี้คือสารที่อยู่ภายในมันเทศ มีชื่อเรียกว่า Yarapin สารดังกล่าวมีสรรพคุณในการรักษาเยื่อบุกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก เมื่อทำงานคู่กับเส้นใยอาหาร จะช่วยทำให้อาการท้องผูกค่อยๆ ดีขึ้น สารชนิดนี้มีอยู่ในส่วนราก ใบ และลำต้นของมันเทศ ถึงแม้จะนำไปผ่านความร้อน แต่คุณภาพและคุณประโยชน์ของสารก็ยังคงอยู่
  9. ด้านอุตสาหกรรมได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการทำแป้ง เส้นก๋วยเตี๋ยว  กาว ขนมขบเคี้ยว อาหารบรรจุกระป๋อง เหล้า   กาว แอลกอฮอล์ และส่วนผสมที่ใส่ในอาหารเด็ก เป็นต้น 
  10. ตามข้อมูลของสมาคมเภสัช และอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทยมีการระบุไว้ว่า มันเทศมีส่วนช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย  ช่วยระบายท้อง ป้องกันอาการท้องผูก ลดระดับน้ำตาล ช่วยขับพิษ บำรุงผิว ช่วยในการชะลอวัย และช่วยรักษาโรคตาที่ทำให้มองไม่เห็นในที่มืด
  11. เปลือกของมันเทศยังอุดมด้วยโปแตสเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยรักษาสมดุลของโซเดียมในร่างกาย ช่วยระบบความดันเลือด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิต กินได้โดยนำมันเทศไปต้มหรือนึ่งทั้งหัว เคล็ดลับความอร่อยของคนภาคเหนือ คือกินมันเทศนึ่งจิ้มน้ำพริก กินทั้งเปลือก รสหวานๆ ของมันเทศนั้นช่วยดับความเผ็ดของน้ำพริกได้อย่างดี ไม่แพ้ฟักทองนึ่งเลย

เคล็ดลับการนำมันเทศไปประกอบอาหาร

Sweet Potato
  • มันเทศสีม่วงไม่นิยมนำไปทำอาหารคาว ด้วยความที่เมื่อนำไปประกอบอาหารจำพวกต้มแกง สารสีม่วงที่ชื่อแอนโธไซยานินจะละลายออกมาปะปนกับน้ำแกง ทำให้ดูไม่น่ารับประทาน แต่ก็มีวิธีนำไปประกอบอาหารคาวบางวิธี เช่น นำไปนึ่งรับประทานกับน้ำพริก นำไปอบกับน้ำมันมะกอกจนสุก กินกับสลัด หรือจะนำไปชุบแป้งทอดเป็นเทมปุระก็ได้ กลับกัน มันเทศสีม่วงมักถูกนำไปประกอบอาหารหวานและขนมหวานมากกว่า เพราะของหวานที่มีสีสันฉูดฉาดอย่างสีม่วงหรือสีม่วงอมแดง จะดูน่ารับประทานเป็นพิเศษ สามารถใช้มันม่วงมาบดทำเป็นส่วนประกอบของครีมเค้กหรือทาร์ต หรือผสมลงในตัวแป้งขนมไทยและขนมเทศได้หลากหลาย เช่น ขนมมันเทศ ขนมไข่เต่า ตะโก้ บัวลอย ขนมปังมันเทศ เป็นต้น
  • มันเทศที่นิยมนำมาประกอบอาหารคาว มักเป็นมันเทศสีเหลืองและสีส้ม ซึ่งเราจะพบในเมนูต้ม แกง ใช้แทนมันฝรั่งได้ในเมนูอาหารไทย อย่างเช่น ต้มจืด ต้มจิ๋ว แกงเผ็ด แกงกะหรี่ หรือในอาหารเอเชียและอาหารตะวันตกก็มีการใช้มันเทศแทนมันฝรั่งอยู่บ้าง เช่นในเมนูมันทอดโคโรเกะ มันบด เฟรนช์ฟรายส์ใช้ผสมในแป้งพาสต้าหรือทำเป็นไส้พาสต้าบางชนิด เช่น ย็อคกี้ หรือราวิโอลี

ลดน้ำหนักด้วยมันเทศ

มันเทศ

ในปัจจุบันการลดความอ้วนแบบที่ไม่ก่อให้เกิดความเครียด นั่นคือการลดความอ้วนด้วยการกินมันเทศ หลายคนสงสัยว่ามันเทศมีรสหวาน แถมยังมีคาร์โบไฮเดรตอีกด้วย ทำไมจึงสามารถช่วยลดความอ้วนได้

ความจริงแล้วในมันเทศมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด ที่สำคัญคือเส้นใยอาหารที่จะช่วยแก้อาการท้องผูก และเมื่อเทียบกับข้าวแล้ว มันเทศถือว่าให้พลังงานน้อยกว่า

มันเทศให้พลังงานน้อยกว่าเมื่อเทียบกับข้าวในปริมาณเท่ากัน ดังนั้นมันเทศให้ผลในการลดความอ้วนได้ดีกว่า นอกจากนี้การลดความอ้วนด้วยการกินมันเทศแทนข้าว ทำให้ไม่เกิดความเครียด กินมันเทศในปริมาณที่เท่ากับการกินข้าวปกติแต่อิ่มท้องมากกว่า

รสชาติดี มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และยังให้พลังงานต่ำ ถือว่ามันเทศเป็นของกินที่เหมาะสำหรับลดความอ้วนเป็นอย่างมาก

เมื่อคิดที่ปริมาณ 100 กรัม  ข้าว ให้พลังงาน 168 kcal มันเทศ ให้พลังงาน 132 kcal   นั่นหมายความว่าเราสามารถลดปริมาณพลังงานลงได้มากกว่า 50  kcal  นอกจากจะสามารถลดพลังงานลงได้แล้วมันเทศยังช่วยให้อยู่ท้องได้นานและดีกว่าข้าวอีกด้วย

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างมันเทศกับหัวมันอื่น ๆ แล้วในมันเทศมีเส้นใยอาหารที่ค่อนข้างสูง เส้นใยอาหารในมันเทศเป็นเส้นใยอาหารประเภทละลายในน้ำ มีสรรพคุณช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยกำจัดโซเดียมในร่างกาย และมีสรรพคุณช่วยควบคุมเกลือที่ร่างกายดูดซึมเอาไว้ ดังนั้นจึงสามารถช่วยลดความดันเลือดลงได้

นอกจากนี้เส้นใยอาหารในมันเทศ ยังจะไปดูดซับน้ำในกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารขยายใหญ่ขึ้น ส่งผลให้แม้จะกินมันเทศในปริมาณน้อย แต่ก็สามารถอิ่มได้ ช่วยป้องกันไม่ให้กินมากจนเกินไป

การกินมันเทศแทนอาหารหลักประเภทอื่น ๆ โดยเลือกแทนในมื้อใดมื้อหนึ่งเพียงแค่หนึ่งมื้อต่อวัน แต่เนื่องจากกระเพาะอาหารจำเป็นต้องใช้เวลาในการย่อยมันเทศ จึงแนะนำให้กินมันเทศแทนข้าวเปล่าในมื้อเช้าหรือไม่ก็มื้อกลางวัน หรือถ้าหากจะกินในมื้อเย็น ก็ควรกินมันเทศก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง แต่สำหรับคนที่เลิกงานดึกและไม่สามารถกินมันเทศในมื้อเย็นตามเวลาที่แนะนำได้ ก็ให้เปลี่ยนไปกินในมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันแทน

อีกทั้งในช่วงเช้าและช่วงกลางวัน ระบบการเผาผลาญในร่างกายจะทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเหมาะที่จะย่อยและเผาผลาญพลังงานจากมันเทศ ปริมาณที่แนะนำต่อ 1 วันคือ มันเทศน้ำหนัก 150 กรัม อย่างมากก็ไม่ควรเกิน 250 กรัม

วิธีการลดความอ้วนด้วยการกินมันเทศนั้น จะต่างกับวิธีการลดความอ้วนแบบอดอาหารหรือควบคุมอาหารเนื่องจากวิธีนี้จะปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ ปรับและลดน้ำหนักลงเองตามธรรมชาติ ดังนั้นในช่วงแรกอาจจะยังไม่เห็นผล

สำหรับบางคนที่ใช้วิธีนี้ในช่วง 2-3 วันแรกน้ำหนักยังไม่ลด แถมน้ำหนักยังเพิ่มขึ้นอีก ในกรณีนี้ยังไม่ควรยอมแพ้ เป็นไปได้ว่านอกจากมันเทศแล้วคุณอาจเผลอกินอาหารชนิดอื่นมากจนเกินไปทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยปกติแล้วเราจะสามารถรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของการใช้วิธีนี้ได้ก็ต่อเมื่อทำติดต่อกันนานอย่างน้อย 10 วัน

ถึงแม้มันเทศจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย แต่ในมันเทศไม่มีโปรตีน ดังนั้น การกินเพียงแต่มันเทศอย่างเดียวอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เมื่อกินมันเทศแทนอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตในมื้อใดมื้อหนึ่งแล้ว อีกสองมือที่เหลือร่างกายควรได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ที่สำคัญคือโปรตีน

ระวัง …..การที่ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารที่อยู่ในมันเทศมากจนเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นกัน

เปลือกกินได้

มันเทศ

ในมันเทศมีสารที่ชื่อว่า anthocyanin เป็นสารสีแดงซึ่งมีสรรพคุณในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม สารชนิดนี้มีอยู่ในเปลือกของมันเทศ  นอกจากนี้ยังมีสาร Yarapin มีอยู่มากในบริเวณใต้เปลือกของมันเทศ ดังนั้นการกินมันเทศทั้งเปลือกจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารของมันเทศได้อย่างเต็มที่

วิธีการนำมันเทศทั้งเปลือกไปปรุงอาหารนั้น ก่อนอื่นควรทำความสะอาดหรือขัดผิวเปลือกของมันเทศเสียก่อนจากนั้นจึงนำไปนึ่งหรือต้มซึ่งเป็นวิธีการกินที่ง่ายที่สุด

หากเรากินมันเทศแต่เนื้อโดยที่ไม่กินเปลือก นั่นหมายความว่าเราได้โยนสารอาหารที่มีประโยชน์ของมันเทศทิ้งไปเสียแล้ว

ข้อควรระวังการบริโภคมันเทศ

มันเทศเป็นพืชที่มีสารออกซาเลต (Oxalate) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุสำคัญหลายชนิดในกระแสเลือด  สารชนิดนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดนิ่วในไตได้ อีกทั้งประกาศว่าด้วยเรื่อง สารพิษตกค้างในอาหารของกระทรวงสาธารณสุขไทย พบว่า มันเทศคือ หนึ่งในอาหารที่มีสารพิษบางชนิดตกค้างอยู่ด้วย  จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง และทำตามคำแนะนำในการบริโภคดังนี้

  1. ควรเลือกมันเทศที่หัวแน่น สีเข้ม ผิวเรียบ และไม่มีรอยเหี่ยวช้ำ มีรู หรือมีรากงอกออกมา
  2. การล้างมันเทศควรเพิ่มการใส่ใจในเรื่องความสะอาด เพราะเป็นหนึ่งในการกำจัดสารพิษตกค้างก่อนที่จะนำไปปรุงอาหาร
  3. ไม่ควรปอกเปลือกมันเทศในขณะที่ต้องการทำให้สุก เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการทำให้สารอาหารที่อยู่ใกล้กับเปลือกต้องเสียหายไปด้วย 
  4. ไม่ควรนำมันเทศชนิดที่ต่างกันมาประกอบอาหารด้วยกัน เพราะแต่ละชนิดจะสุกด้วยความร้อนและเวลาที่ต่างกันออกไป
  5. การเก็บรักษามันเทศดิบ ไม่ควรล้างก่อนเก็บเพราะจะทำให้เน่าเสียได้ แต่ควรเก็บไว้ในที่ที่มีความเย็นประมาณ 15 องศาเซลเซียส จะช่วยให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ
  6. ไม่ควรรับประทานยอดอ่อนดิบๆ มากๆ เพราะอาจเกิดการสะสมพิษของไซยาไนด์ได้  ดังนั้นหากจะรับประทานยอดอ่อนจึงควรกินยอดอ่อนมันเทศแบบสุกจะปลอดภัยกว่า 

จะเห็นได้ว่า การบริโภคมันเทศคือ การเพิ่มสารอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานอย่างเพียงพอ ที่สำคัญคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักสามารถรับประทานเพื่อให้พลังงานแทนข้าวได้ด้วย  รู้กันอย่างนี้แล้ว รีบไปหามาทานกันเลยนะคะ

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags

Check Also

Close
Back to top button
Close