About Kids

ลูกพูดช้า

คุณพ่อคุณแม่บางรายที่มีลูกน้อยในวัยกำลังพูด อาจกำลังกังวลกับปัญหาการพูดของลูกน้อยอยู่  หลาย ๆ คนมักจะมีความคาดหวังที่จะได้ยินเสียงพูดของลูกน้อยเร็ว ๆ แต่เมื่อมาเจอกับเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันที่สามารถพูดได้แล้ว ก็อาจเก็บมาเปรียบเทียบกับลูกของตัวเอง ที่ยังไม่ค่อยยอมพูด พูดช้า พูดไม่เป็นคำ หรือพูดไม่มีความหมาย จึงเกิดความกังวลว่าอาการที่ ลูกพูดช้า นั้นเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่

พูดช้ากว่าปกติหรือไม่

ก่อนจะตีโพยตีพายกันว่า ลูกพูดช้า กว่าเด็กอื่น ลูกเรามีปัญหา ลูกเราแย่แล้วนั้น มาลองใช้เหตุใช้ผลพิจารณาพฤติกรรมต่าง ๆ ของลูกดูก่อนว่าจะเข้าข่ายเด็กพูดช้ากว่าปกติหรือไม่

เด็กมักจะมีพัฒนาการทางด้านภาษา หรือการพูดตั้งแต่แรกเกิด คือจะส่งเสียงร้องไห้ตั้งแต่เกิด และประมาณ 2-3 เดือนต่อมา ก็จะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้บ้าง เหมือนเป็นการพูดคุยกับพ่อแม่ พัฒนามาเรื่อย ๆ จนเป็นเสียงหัวเราะ ตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ เล่นน้ำลาย เป่าปาก ส่งเสียงจากลำคอ ทำตามคำพูดหรือคำถาม และพัฒนามาเป็นคำพูดในช่วงประมาณ 1 ขวบ และจะเริ่มพูดคำมีความหมาย 2 คำติดกัน เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ จนกระทั่งเป็นประโยคยาว ๆ ประมาณ 3-4 ขวบ

ในช่วงเด็กมีอายุ 6 – 9 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กสามารถรับรู้หรือสื่อสารได้ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋! หรือเล่นหัวเราะกับคนอื่นได้ หากไม่ยอมเล่นหรือทำตามคำสั่งง่าย ๆ เพราะไม่เข้าใจ ลักษณะนี้คุณพ่อคุณแม่เริ่มสงสัยได้เลยว่าอาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

วิธีที่จะสังเกตว่าลูกน้อยของคุณพูดช้าหรือไม่ ดูได้จาก 2 จุด  คือ ลูกเข้าใจภาษาหรือไม่ และลูกใช้ภาษาอย่างไรโดยปกติเมื่อเด็กอายุประมาณ 15 เดือน คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตว่า เจ้าตัวน้อยของคุณออกเสียงพูดที่มีความหมายบ้างหรือไม่ เช่น “หม่ำ ๆ” เวลาหิว หรือในกรณีที่พยายามสื่อสารหรือชวน เช่น “ปะ ๆ”

ซึ่งในส่วนของความเข้าใจภาษา คือ เด็กควรจะเริ่มหันมอง ชี้ของที่อยากได้ หรือสิ่งที่ตนเองสนใจได้ แต่หากอายุ 15 เดือนแล้ว ยังไม่พูดคำที่มีความหมายเลย ไม่ตอบสนองกับคำถามง่าย ๆ แบบนี้ให้คุณพ่อ คุณแม่สงสัยว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น

ลองสังเกตลูกน้อยของคุณ ถ้าเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบแล้ว ยังพูดคำที่มีความหมายไม่ได้เลย หรือพูดได้แค่คำศัพท์คำเดียว สื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ ถือว่าผิดปกติ อย่างไรก็ตามไม่ควรรอจนกระทั่งอายุ 2 ขวบ หากตามช่วงอายุดังที่กล่าวไปด้านบน ลูกไม่สามารถสื่อสารตามพัฒนาการได้ หรือหากเราพูดหรือสั่งลูกแล้ว เด็กไม่เข้าใจว่าเราพูดว่าอะไร หรือเรียกชื่อแล้วไม่หัน แสดงว่าลูกอาจผิดปกติจากการฟัง ควรพาลูกเข้าไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาทางรักษาต่อไป

ลูกพูดช้า

ผิดปกติระดับไหน จึงควรไปพบแพทย์

  •  18 เดือน               ไม่ยอมทำตามคำสั่ง หรือไม่เข้าใจ
  • 2 ขวบ                  พูดไม่เป็นคำที่มีความหมาย
  • 2 ขวบ 6 เดือน       ยังไม่สามารถพูดเป็นคำ 2 คำติดกันได้ หรือเป็นกลุ่มคำ
  • 3 ขวบ           ไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้

สาเหตุที่ ลูกพูดช้า หรือไม่ยอมพูด

เมื่อลูกมีปัญหาการพูดเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ ที่ต้องหาให้เจอว่าปัญหามาจากไหน ที่ไม่ควรมองข้ามคือโรคบางอย่าง อาจทำให้ลูกเกิดอาการพูดไม่ชัด ไม่พูด พูดไม่ถูกต้อง มาดูกันดีกว่าอะไรที่อาจเป็นสาเหตุให้ ลูกพูดช้า

ประสาทหูพิการ – คือเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หรือได้ยินมากกว่า 25 เดซิเบล ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ภาษาและการพูด จากการได้ยินเสียงและคำพูดปกติได้ แต่จะใช้ภาษาท่าทางในการสื่อสาร หรืออาจจะมีปัญหาทางอารมณ์ร่วมด้วยเช่น ร้องไห้โวยวายเมื่อขัดใจแต่บอกความต้องการไม่ได้

หูตึงหรือหูหนวก  – อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลางบ่อย ๆ หากสงสัยว่าลูกไม่ได้ยินให้พาไปตรวจที่แผนกหู เพื่อการวินิจฉัยและใส่เครื่องช่วยฟัง

ปากแหว่งเพดานโหว่  – สาเหตุหนึ่งเกิดจากแม่เป็นหัดเยอรมันขณะท้อง ช่วง 1 – 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจทำให้ปากแหว่งเพดานโหว่ เพราะขณะที่เพดานปากกำลังเจริญเติบโต พอติดเชื้อ เพดานปากก็หยุดการเจริญเติบโต มีโอกาสพูดบางเสียงที่ไม่ชัด เช่น ตัว “ส” หรืออักษรที่ต้องกักลมไว้ในปากเยอะ ๆ

พังผืดใต้ลิ้น – เกิดจากเอ็นใต้ลิ้นยึดรั้งเอาไว้ เด็กจะบังคับลิ้นได้ไม่ค่อยดี โดยเฉพาะเมื่อพูดภาษาไทย เพราะเป็นเสียงที่ใช้ปลายลิ้นค่อนข้างเยอะ เช่น ล ต น ฯลฯ ลักษณะแบบนี้พ่อแม่สามารถสังเกตเองได้ เมื่อลิ้นโดนดึงรั้งออกมาก็จะมีลักษณะเป็นสองแฉก ถ้าไม่แน่ใจลองให้ลูกอ้าปากแล้วแลบลิ้น ถ้าลิ้นของเด็กโดนดึงรั้งจะเป็นแฉกโดยความเว้าของส่วนที่ถูกยึดไว้ ขึ้นอยู่กับว่าถูกดึงรั้งมากน้อยแค่ไหน ยิ่งรั้งมากอาจจะยกลิ้นได้เพียงนิดเดียว

มะเร็งลิ้น – ทำให้ลิ้นมีขนาดใหญ่มาก มีปัญหาเรื่องการกินและการหายใจมาเป็นอันดับแรก ช่วงที่ยังเป็นไม่มาก สังเกตได้จากการที่เด็กกินแล้วหกเลอะเทอะ กินได้ช้า หายใจลำบาก เด็กบางคนต้องผ่าตัดเอาบางส่วนของลิ้นออก ทำให้พูดไม่ชัด หมอจะพยายามผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อส่วนอื่นของลิ้นมาทำเป็นปลายลิ้น อาจจะมีขนาดเล็กกว่าหรือไม่ค่อยเหมือน แล้วจึงฝึกการใช้

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ – ทำให้เกิดอาการชัก เกร็ง การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน อย่างนั่ง ยืน เดิน หรือหายใจ กินข้าวลำบากเพราะขากรรไกรค้าง กลืนน้ำลายไม่ได้ ซึ่งการใช้ลิ้นเริ่มจากการกินและการหายใจ หากทำอย่างแรกไม่ดี การพูดก็จะไม่ดีตามไปด้วย

ออทิสติก – เด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า ร่วมกับความบกพร่องในการเข้าสังคม การสื่อความหมาย มีปัญหาพฤติกรรม และมีความเข้าใจที่ต่างจากเด็กทั่วไป ความผิดปกตินี้จะเกิดก่อนอายุ 30 เดือน หรือเกิดร่วมกับความบกพร่องอย่างอื่นด้วย เด็กจะไม่มองหน้า ไม่เข้าใจคำสั่ง เล่นคนเดียว ส่งเสียงไม่เป็นภาษา ชอบเล่นแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ มีปัญหาในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางการได้ยิน มองเห็น สัมผัส ได้กลิ่น หรือรับรสความรู้สึกอาจจะไวหรือช้าเกินไป

สมองถูกทำลาย – มีความผิดปกติของสมอง ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพและขนาดของรอยโรคเช่น เด็กที่มีความผิดปกติทางประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว

สมองพิการ – เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โครโมโซมผิดปกติแต่กำเนิด ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะตัวเหลืองมากผิดปกติ การติดเชื้อหรือการได้รับอุบัติเหตุที่สมอง การได้รับสารพิษ เช่น สารปรอท สารตะกั่ว ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้าทุก ๆ ด้าน ส่วนใหญ่แก้ไขให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้ แต่ช่วยเหลือให้ดีขึ้นได้ด้วยนักกายภาพบำบัด นักฝึกพูด และนักกระตุ้นพัฒนาการ

ปัญญาอ่อน – เด็กที่มีเชาว์ปัญญาต่ำกว่า 70 มีพัฒนาการด้านภาษาและด้านอื่น ๆ ล่าช้า โดยเฉพาะการใช้ตาและมือทำงานประสานกันเช่น การร้อยลูกปัด เป็นต้น รวมถึงมีปัญหาด้านอื่น ๆ ร่วมด้วยเช่น ปัญหาการสื่อความหมาย การดูแลตัวเอง การเข้าสังคม การศึกษา เป็นต้น แต่ปัญหาเหล่านี้ต้องเกิดก่อนอายุ 18 ปี

การขาดการกระตุ้นทางการพูดอย่างเหมาะสม –  แม้ว่าเด็กจะสามารถเข้าใจภาษาได้ดี แต่กลับไม่ยอมพูดหรือพูดน้อย เพราะมีคนที่คอยพูดแทนให้ตามความต้องการ เด็กจึงไม่ยอมพูดและอยู่ในภาวะพูดช้า แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่เหมาะสม เด็กจะมีพัฒนาที่ดีมากขึ้น

เมื่อลูกน้อยขาดการกระตุ้นทางภาษา กรณีเช่นนี้อาจเกิดจากคุณพ่อ คุณแม่พูดหรือสื่อสารกับเด็กน้อยเกินไป หรือทำอะไรให้เขามากเกินไป รู้ใจลูกไปหมดทุกอย่าง ทำให้เด็กไม่ต้องร้องขอ เด็กจึงไม่มีโอกาสพูด ทำให้เด็กขาดทักษะในการกระตุ้นทางภาษา รวมไปถึงคุณพ่อ คุณแม่มักจะเข้าใจผิด เปิดทีวีให้ลูกดูเพื่อให้เขาอยู่นิ่ง ๆ กับที่ แต่ความเป็นจริงแล้วทั้งทีวี โทรศัพท์มือถือมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ซึ่งหากเด็กอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากจนเกินไป มีความเสี่ยงทำให้ เด็กยิ่งพูดช้าเพราะไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับคนอื่น ขณะเดียวกันอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กมีอาการสมาธิสั้น อีกด้วย

เป็นบ้านที่มีการพูดหลายภาษา – อาจทำให้เด็กบางคนไม่แน่ใจ เกิดความลังเลในช่วงแรกๆ แต่ภายหลังก็สามารถพูดได้ทั้งหมดทุกภาษา

พันธุกรรม – อาจมีพ่อหรือแม่มีประวัติพูดช้าเช่นเดียวกัน พอพูดได้ก็จะพูดไม่หยุด

โรคต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก จึงอาจลดความเสี่ยงเรื่องพัฒนาการพูดได้บ้าง สิ่งสำคัญคือการหมั่นพูดคุยกับลูก กระตุ้นเสริมแรงให้ลูกได้พูดอย่างใจ เพื่อฝึกให้ใช้ภาษา และการสื่อสารที่ถูกต้อง เท่านี้ลูก ๆของคุณ ก็พูด ได้อย่างไม่มีอุปสรรคแล้ว

ลูกพูดช้า

ช่วยลูกยังไงดี

เมื่อรู้สึกว่าลูกน้อยมีความผิดปกติ แนะนำคุณพ่อคุณแม่ให้พาลูกน้อยมาพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ทำการตรวจร่างกายก่อนว่ามีความผิดปกติทางร่างกายหรือไม่ ถ้าผลออกมาปกติ จึงทำการประเมินพัฒนาการในแต่ละด้านต่อไป เช่น “พัฒนาการด้านการได้ยิน” เรียกแล้วหันหรือไม่ ชอบมองหน้าหรือปาก เมื่อต้องการสื่อสาร หรืออาจจะเล่นเสียงดัง เพราะว่าไม่ได้ยิน วิธีการช่วยเหลือ คือ พบแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก เพื่อตรวจการได้ยินและเข้ารับการบำบัดกับทีมสหวิชาชีพ (กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด อรรถบำบัด) เพื่อฝึกพูดต่อไป โดยทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับภาวะที่เด็กเป็นและดุลยพินิจของแพทย์ ในเด็กบางรายอาจต้องใช้ยารักษาร่วมด้วยหากพบว่ามีปัญหาด้านอารมณ์ มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรืออยู่ไม่นิ่ง

แต่ในกรณีที่ลูกน้อยพูดช้าเพราะสาเหตุอื่น เช่น โรคทางสมอง พัฒนาการบกพร่อง อย่างในกรณีของเด็กออทิสติกที่มีทักษะด้านสังคมบกพร่อง เด็กจำเป็นต้องได้เข้ารับการรักษาโดยการปรับให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น เด็กต้องเข้ารับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการหรือกิจกรรมบำบัดผ่านกิจกรรมต่าง ๆ และเฝ้าติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้อย่างน้อยที่สุดเด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้

วิธีช่วยพัฒนาการการพูดของลูก      

สนุกไปกับการสอน  – ลูกจะสนุกกับการเรียนรู้และสนใจสิ่งรอบข้าง ถ้าพ่อแม่สอนลูกด้วยความสนุกในการฝึกพูด ซึ่งพ่อแม่ต้องทราบก่อนว่า เด็กเล็กนั้นมักชอบเสียงและจังหวะดนตรี ของเล่นที่มีการเล่นเสียงสูงต่ำ จะเป็นที่สนใจของพวกเขามาก รวมไปถึงเสียงของสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว นก ฯลฯ ดังนั้นพ่อแม่สามารถให้สิ่งเหล่านี้ เป็นอุปกรณ์เสริมในการกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้เป็นอย่างดี

เรียนรู้ไปพร้อมกัน – ในแต่ละวัน พ่อแม่ควรให้ลูกเรียนรู้ภาษาในชีวิตประจำวันไปด้วยกัน โดยการสอนคำง่ายเช่น อาบน้ำ ทานข้าว น้ำ กินนม และชื่อของสิ่งของไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้า หมา แมว นก

สื่อสารทางสายตา – ภาษาที่ดีและได้ผลนั้น พ่อแม่ควรใช้ภาษาทางสายตา เวลาพูดกับลูกด้วย เพราะจะช่วยให้ลูกเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อสารมากขึ้น

พูดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ – การที่พ่อแม่พูดคำใดคำหนึ่งซ้ำบ่อยครั้ง แน่นอนว่า ลูกจะสามารถซึมซับ และเรียนคำเหล่านั้นได้แน่นอน แต่น้ำเสียงนั้น อย่าดุดันหรือซีเรียส เพื่อบังคับให้ลูกได้ในทันที มิเช่นนั้น นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว อาจกระทบจิตใจของลูกด้วย
      

อดทนรอ – หลังจากที่พ่อแม่สอนให้ลูกหัดพูดด้วยเทคนิคต่าง ๆ แล้ว  พ่อแม่ต้องให้โอกาสลูก และให้เวลาเขาในการเรียนรู้ด้วย ไม่ใช่สอนเขาเดี๋ยวนั้นแล้วลูกต้องทำได้ พูดได้ทันที แต่กลับต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะเด็กต้องการเวลาในการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

เมื่อได้ข้อสรุปแล้วว่า ลูกของคุณมีอาการพูดช้า ควรพามาพบหมอเพื่อวินิจฉัยอาการ ตามความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา กุมารแพทย์ นักตรวจการได้ยินหรือนักแก้ไขการพูด เป็นต้น ถ้าต้องการที่จะแก้ไขการพูดช้าของเด็ก ควรส่งเสริมพัฒนาการทางการพูดให้เร็วที่สุด ด้วยการเรียนรู้ ฝึกให้เด็กเรียนรู้ภาษาตั้งแต่อายุน้อย ๆ เพราะหากรู้เร็ว การแก้ไขหรือพัฒนาการต่าง ๆ ของเด็กก็จะเร็วขึ้นด้วย ด้วยความเป็นห่วงจาก MamyKid ค่ะ

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close