About Kids

ลูกสมาธิสั้น

คุณพ่อคุณแม่ในโลกยุคนี้ มากมายหลายคู่ อาจเคยตั้งข้อสงสัยกับพฤติกรรมของลูกว่า ลูกสมาธิสั้น แต่จะใช่จริง  หรือแค่คิดมาก กังวลมากกันไปเอง อย่าค่ะ อย่าเพิ่งตัดสินลูกจากพฤติกรรมเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือ ชั่วครั้ง ชั่วคราว MamyKid อยากเชิญคุณพ่อคุณแม่ มาทำความรู้จักกับเจ้าโรคสมาธิสั้นนี่ กันก่อนดีกว่าค่ะ

โรคสมาธิสั้น คืออะไร

โรคสมาธิสั้น หรือ ภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder; ADHD) เป็นกลุ่มอาการที่แสดงให้เห็นได้ตั้งแต่วัยเด็ก เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมอง ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรม อารมณ์ การเข้าสังคม และการเรียนรู้ของเด็ก โดยเป็นภาวะที่มีการค้นพบมานานแล้วแต่อาจเพิ่งเป็นที่รู้จักในสังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้

สมาธิสั้น เป็นโรคที่สามารถรักษาได้ และสามารถหายเป็นปกติได้ ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี บางคนเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า “เด็กไฮเปอร์” (Hyperactive) ซึ่งก็คืออาการกลุ่มหนึ่งของโรคสมาธิสั้น คือ ซน อยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่เป็นคำที่มีความหมายในเชิงลบมากกว่า จึงไม่ค่อยนิยมใช้ นอกจากนี้ยังมีเด็กสมาธิสั้นอีกกลุ่มที่นิ่งได้ ไม่ซน หรือเคลื่อนไหวมากเกิน มีเพียงอาการขาดสมาธิ เหม่อ ใจลอย วอกแวกง่าย เด็กกลุ่มนี้มักถูกมองข้าม ไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือเท่าที่ควร

มักมีความเข้าใจผิดว่า เด็กที่ดูทีวี แทบเลต หรือ เล่นเกม ได้นานต่อเนื่องหลายชั่วโมง ไม่เป็นสมาธิสั้น ซึ่งตัวกระตุ้นเหล่านี้ เป็นสิ่งเร้าที่มีความน่าสนใจ และ  ดึงดูดความสนใจได้สูง มีการเคลื่อนไหวของภาพ และ เสียงตลอดเวลา จึงไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิจดจ่อมาก การสังเกตว่ามีสมาธิหรือไม่ จึงควรพิจารณาจาก กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ต้องทำ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กชื่นชอบ หรือสนใจมากเป็นพิเศษ เช่น การทำการบ้าน การทบทวนบทเรียน การทำงานที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น

แยกแยะ “เด็กซน” กับ “เด็กสมาธิสั้น”

“เด็กซน” กับ “เด็กสมาธิสั้น” มีความแตกต่างกันอย่างไร สิ่งที่เป็นเส้นแบ่งของเด็ก 2 กลุ่มนี้ คือ ปัญหาและผลกระทบที่ตามมา ถ้าเป็นเด็กซนทั่วไป ก็จะเล่นซนตามประสาเด็ก พอถึงเวลาที่จะต้องเรียนหนังสือ หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ  ก็สามารถยับยั้งตนเอง หยุดพักจากการเล่นซนได้ และหันมามีสมาธิจดจ่ออยู่กับ กิจกรรมที่ทำได้จนสำเร็จ มีความตั้งใจ และสามารถดึงความสามารถ ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ความซนนั้นไม่เกิดผลกระทบต่อผู้คนรอบข้างจนรู้สึกรำคาญ หรือเพื่อนไม่อยากเล่นด้วย

แต่ถ้า ลูกสมาธิสั้น จะไม่สามารถยับยั้งตนเอง อยู่ไม่นิ่ง วอกแวกง่าย และไม่จดจ่อกับกิจกรรมที่ทำ ได้ต่อเนื่องจนสำเร็จ เกิดผลกระทบ ในทางลบต่อตนเอง และผู้อื่น ทำงานไม่เสร็จ รบกวนผู้อื่น

สาเหตุ

พันธุกรรม ผลการค้นคว้าชี้ว่า ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นมักมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดป่วยเป็นโรคนี้เช่นกัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่โรคสมาธิสั้นจะส่งต่อกันผ่านทางพันธุกรรม พบว่าโรคนี้ สามารถถ่ายทอดภายในครอบครัว ได้ถึงร้อยละ 75

โครงสร้างสมอง อาจเป็นโครงสร้างแต่กำเนิด หรือ อาจเกิดจากการได้รับบาดเจ็บกระทบ กระเทือนทางสมอง ตั้งแต่ในครรภ์ หรือในช่วงที่เป็นเด็กเล็ก
จากการสแกนสมองคนทั่วไป เทียบกับผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น พบว่าพื้นที่บางส่วนของสมองผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น มีขนาดเล็กกว่า และบางส่วนก็มีขนาดใหญ่กว่า รวมทั้งการขาดความสมดุลของระดับสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งอาจส่งผลให้เป็นโรคสมาธิสั้น

การตั้งครรภ์และการคลอด ผู้เป็นแม่อาจสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ ใช้สารเสพติดในขณะตั้งครรภ์ หรือ อาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ และเต็มไปด้วยมลภาวะ จึงรับเอาสารพิษเข้าสู่ร่างกาย จนมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ รวมไปถึงการคลอดก่อนกำหนด และการมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำ

สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ผู้ป่วยอาจได้รับสารพิษ และ สารเคมีที่เป็นอันตรายเข้าสู่ร่างกายในขณะที่ยังเป็นเด็กเล็ก เช่น ได้รับสารตะกั่ว เข้าไปในร่างกายเป็นปริมาณมาก

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น มีอาการมากขึ้น หรือทำให้เด็กปกติดูมีอาการคล้าย สมาธิสั้น หรือที่เรียกว่า “สมาธิสั้นเทียม” คือ ปัจจัยทางด้านการเลี้ยงดู และสิ่งแวดล้อม เช่น การเลี้ยงดูที่ขาดระเบียบวินัย ตามใจ ไม่มีกฎระเบียบภายในบ้าน ไม่มีการควบคุมที่สม่ำเสมอ หรือ ความเห็นในการเลี้ยงดูที่ไม่ตรงกันของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และที่สำคัญคือ การใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่าง ๆ เช่น ไอแพด แท็บเล็ต มือถือ รวมถึงโทรทัศน์ เป็นเวลานาน ๆ โดยขาดการควบคุมจากผู้ปกครอง ซึ่งสื่อหรืออุปกรณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตในปัจจุบัน

พ่อแม่มักสังเกตเห็นว่า เวลาที่ลูกอยู่กับอุปกรณ์เหล่านี้จะนิ่ง อยู่ได้นาน ไม่รบกวนพ่อแม่ พ่อแม่ควบคุมได้ง่ายขึ้น ทำให้พ่อแม่หลายคน เลี้ยงดูลูกโดยการให้อยู่กับหน้าจอตลอดเวลา ทั้งในบ้าน และนอกบ้าน เด็กที่มีการใช้สื่อเหล่านี้มาก ๆ จะกลายเป็นเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะด้านการพูดและการสื่อสาร ขาดทักษะสังคม ใจร้อน รอคอยอะไรไม่ได้ หงุดหงิดง่าย รวมถึงอาจมีปัญหาพฤติกรรมรุนแรง ที่เกิดจากการเลียนแบบสิ่งที่ดูจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ลูกสมาธิสั้น

อาการบ่งชี้

โรคสมาธิสั้น (ADHD) ตามเกณฑ์การวินิจฉัย DSM-5 ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ประกอบด้วย 3 กลุ่มอาการหลัก คือ

  • กลุ่มอาการขาดสมาธิ (Inattention)
  •  กลุ่มอาการซน อยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity)
  •  กลุ่มอาการหุนหันพลันแล่น (Impulsiveness)

การที่จะสรุปว่าเด็กคนใดเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่นั้น ต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ กุมารแพทย์ และจิตแพทย์ เป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งในประเทศไทยจะใช้คู่มือของ DSM-5 (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorder) เป็นเกณฑ์วินิจฉัย  โดยในเบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีสังเกตอาการลูกโดยใช้เหล่านี้เป็นตัวช่วย คือ

กลุ่มอาการขาดสมาธิ

เด็กจะแสดงออกให้เห็นอย่างน้อย 6 จาก 9 อาการ ดังนี้
  1. ละเลยในรายละเอียด หรือ ทำผิดด้วยความเลินเล่อ
  2. มีความยากลำบากในการตั้งสมาธิ
  3. ดูเหมือนไม่ฟังเมื่อมีคนพูดด้วย
  4. ทำตามคำสั่งไม่จบ หรือทำกิจกรรมไม่เสร็จ
  5. มีความยากลำบาก ในการจัดระเบียบงาน หรือ กิจกรรม
  6. หลีกเลี่ยงที่จะทำกิจกรรม ที่ต้องใช้ความพยายาม
  7. ทำของหายบ่อย ๆ
  8. มักวอกแวกง่าย ตามสิ่งเร้าภายนอก
  9. มักลืมกิจวัตรประจำวัน ที่ต้องทำสม่ำเสมอ

กลุ่มอาการซน อยู่ไม่นิ่ง และอาการหุนหันพลันแล่น

เด็กจะแสดงออกให้เห็นอย่างน้อย 6 จาก 9 อาการ ดังนี้
  1. ยุกยิก ขยับตัวไปมา
  2. นั่งไม่ติดที่ มักต้องลุกเดินไปมา
  3. มักวิ่งวุ่น หรือปีนป่าย ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม
  4. ไม่สามารถเล่นเงียบๆ ได้
  5. เคลื่อนไหวไปมา คล้ายติดเครื่องยนต์ตลอดเวลา
  6. พูดมากเกินไป
  7. พูดโพล่งขึ้นมา ก่อนถามจบ
  8. มีความยากลำบากในการรอคอย
  9. ขัดจังหวะ หรือสอดแทรกผู้อื่น ในวงสนทนาหรือในการเล่น

อาการดังกล่าวข้างต้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับระดับอายุและพัฒนาการ แสดงออกให้เห็นก่อนอายุ 12 ปี และแสดงออกในหลายบริบท เช่น ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงาน และในกิจกรรมอื่นๆ อาการคงอยู่อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน และส่งผลรบกวนหรือลดคุณภาพในการเรียน การเข้าสังคม หรือการประกอบอาชีพ

ลูกสมาธิสั้น

การดูแลรักษา เด็กสมาธิสั้น

คุณพ่อคุณแม่ที่มี ลูกสมาธิสั้น ต้องให้ความใส่ใจในการดูแลเป็นพิเศษ และ ต้องอาศัยความร่วมมือกันจากหลายฝ่าย ทั้ง ครู หมอ ช่วยกันประคับประคองจิตใจ ให้เด็กสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยับยั้งควบคุมตนเองได้มากขึ้น มีสมาธิจดจ่ออยู่กับ กิจกรรมที่ทำได้นานขึ้น และมีสุขภาพจิตที่ดี

แนวทางการดูแลรักษาเด็กสมาธิสั้น ที่ได้ผลในปัจจุบันนี้ คือ

การรักษาด้วยยา
ในปัจจุบันการใช้ยาถือว่า เป็นมาตรฐานการรักษาในโรคสมาธิสั้น เนื่องจากพบว่า สาเหตุของสมาธิสั้น เกิดจากความผิดปกติในการหลั่งของสารสื่อประสาทในสมอง 2 ตัว คือ นอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) และโดปามีน (Dopamine) การใช้ยาเพื่อไปกระตุ้นการหลั่งของสารสื่อประสาทมากขึ้น ทำให้เกิดสมาธิ จดจ่อได้นานขึ้น และสามารถยับยั้งควบคุมตนเองได้ดีขึ้น จากการทำงานเพิ่มขึ้นของสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ยับยั้ง ควบคุมพฤติกรรม

ยาทีได้ผลดีที่สุดในการรักษาสมาธิสั้นในปัจจุบัน คือ ยาในกลุ่ม Psychostimulants ซึ่งเป็นยาที่มีความปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย มีประสิทธิภาพในการรักษาสูง และมีการใช้กันต่อเนื่องมานานกว่า 60 ปี (ตั้งแต่ ค.ศ.1954) มีงานศึกษาวิจัยรองรับมากเพียงพอ ทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย

เด็กที่ทานยาต่อเนื่องอย่างถูกวิธี จะมีสมาธิดีขึ้น ควบคุมตัวเองได้มากขึ้น และส่งผลให้ทำงานเสร็จทัน มีผลการเรียนที่ดีขึ้น ตามศักยภาพที่แท้จริงของเด็ก แต่ทั้งนี้การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับการดูแลรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ควบคู่กันไป

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
คุณครู และบุคลากรด้านสาธารณสุข สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้ ได้โดยวิธีการ ดังนี้

  • กฎระเบียบไม่ควรมีมาก ควรสั้น ๆ ง่าย ๆ คงเส้นคงวา
  • ปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างกับเด็ก
  • บอกเด็กให้ชัดเจนว่าเราต้องการให้ทำอะไร
  • ท่าทีที่ใช้ต้องสงบ อย่าชวนทะเลาะ
  • มองหาพฤติกรรมที่ดีและชื่นชมบ่อย ๆ
  • มีการเตือนถึงผลที่จะตามมาหลังพฤติกรรมที่ไม่ดี
  • กระตุ้นให้เด็กมองตัวเองในแง่ดี และชื่นชมตัวเอง
  • ควรให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ เพื่อส่งเสริมความรู้สึกที่ดี
  • ควรให้รางวัลทันทีหลังจากที่เด็กมีพฤติกรรมที่ดี ถ้ารางวัลไม่ได้ผล อาจเปลี่ยนลักษณะของรางวัลเพื่อเพิ่มแรงจูงใจ
  • การลงโทษต้องอยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ ไม่ประจานความผิดหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ ต่อว่า เยาะเย้ย ถากถาง เนื่องจากเด็กจะมีความลำบากที่จะอยู่ในกฎเกณฑ์

การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมที่สงบ ไม่มีสิ่งเร้ามากเกินไป จะช่วยเสริมสร้างสมาธิให้ดีขึ้น โดยมีแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในห้องเรียนให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก ดังนี้

  • พยายามจัดให้นั่งข้างหน้า อยู่ใกล้คุณครู เพื่อให้สามารถดูแลได้ใกล้ชิด และสะกิดเตือนได้ง่ายเวลาขาดสมาธิ
  • พยายามให้เด็กอยู่ห่างบริเวณประตูหรือหน้าต่าง
  • จัดให้นั่งอยู่ในวงของเด็กที่ตั้งใจเรียน ห่างไกลจากเด็กที่ซุกซนหรือคุยเก่ง
  • เก็บของเป็นที่เป็นทาง ให้มีสิ่งของบนโต๊ะเรียนน้อยที่สุด ไม่มีสิ่งกระตุ้นมากเกินไป
  • มุมสงบของห้องเป็นที่ๆ เด็กทุกคนมีสิทธิใช้ ซึ่งจะช่วยทำให้เด็กไม่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากผู้อื่น
  • ควรมีกฎระเบียบที่ชัดเจน และสม่ำเสมอ ทบทวนข้อตกลงบ่อยๆ
  • กิจกรรมในแต่ละวันควรมีลักษณะคงที่ มีตารางเรียนแน่นอน

การดูแลด้านจิตใจ
เด็กที่เป็นสมาธิสั้น มักมีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ เนื่องจากมักทำงานไม่สำเร็จ และผิดพลาด มักถูกต่อว่าเป็นประจำ ในขณะที่พ่อแม่ก็มักโทษตัวเองว่าเลี้ยงดูไม่ดี ทำให้เกิดปัญหา หรืออาจโทษเด็กว่าดื้อหรือเกียจคร้าน

การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวกับเรื่องโรคสมาธิสั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยปรับเจตคติในการดูแลได้ดียิ่งขึ้น เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดต่าง ๆ และมีความหวังในการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น

การดูแลด้านจิตใจเด็ก โดยให้เด็กได้ระบายความรู้สึกคับข้องใจต่างๆ เรียนรู้เทคนิคการจัดการอารมณ์ตนเอง และปรับเปลี่ยนเจตดติที่มีต่อตนเองในด้านบวกเพิ่มขึ้น

การช่วยเหลือด้านการเรียน
เด็กที่เป็นสมาธิสั้น มักไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่องนาน จึงควรมีการย่อยงานเป็นขั้นย่อย ๆ แล้วให้เด็กเตรียมตัวทำงานหรือสอบ ดังนี้

  • ให้งานทีละอย่าง
  • ตรวจดูบ่อยๆ ว่าทำงานอยู่หรือไม่ ทำมากขนาดไหน พร้อมคอยให้กำลังใจ
  • ปรับเปลี่ยนงานให้ดูง่ายขึ้น โดยเฉพาะถ้ารู้จุดอ่อนจุดแข็งในความสามารถของเด็กจะช่วยทำให้การเรียนการสอนไปได้เร็ว ซึ่งบางรายอาจต้องใช้ครูการศึกษาพิเศษช่วยในบางด้าน
  • การสอบเพื่อวัดระดับความรู้ ไม่ใช่เพื่อวัดระดับความตั้งใจเนื่องจากเด็กทำงานช้า จึงควรให้เวลานานขึ้น แล้วค่อยๆ ลดเวลาลงมา ไม่ควรปรับหรือหักคะแนนในการทำงานช้า
  • สมุดจดการบ้าน พร้อมลายเซ็นคุณครูและผู้ปกครอง เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งใช้ดูการทำงาน และเป็นช่องทางติดต่อกันระหว่างครูกับผู้ปกครอง
ลูกสมาธิสั้น

การดูแลลูกสมาธิสั้น สำคัญที่สุด พ่อแม่ต้องมีทัศนคติต่อเด็กในทางบวก ซึ่งพ่อแม่ต้องเข้าใจก่อนว่าลูกไม่ได้แกล้งซน แกล้งดื้อ จากนั้นใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรมที่ไม่ทำลายความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองของเด็กให้ลดลง ตามวิธีที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อรู้จักลูกของเราแล้ว เรามาเลี้ยงเขาอย่างสร้างสรรค์กันดีกว่า MamyKid ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ

ขอบคุณ บทความจาก : ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2560). สมาธิสั้น. [Online]. Available URL: http://www.happyhomeclinic.com/sp03-adhd.htm

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close