Pregnancy

ลูกในท้องตัวเล็ก

ลูกในท้องตัวเล็ก หรือ ภาวะทารกโตช้าในครรภ์ เกิดจากอะไร ? คุณแม่จะรู้ได้อย่างไร และภาวะทารกโตช้าในครรภ์นี้ เสี่ยงอันตรายแค่ไหน ตามมาดูสาเหตุ พร้อมวิธีรับมือ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยกัน

ในช่วงตั้งครรภ์ โดยปกติแล้ว น้ำหนักของคุณแม่ จะต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6 กิโลกรัม ในช่วงไตรมาสแรก และขึ้น 0.4 – 0.5 กิโลกรัมทุก ๆ สัปดาห์ ในไตรมาสที่สอง และสาม หากคุณแม่มีน้ำหนักตัวขึ้นน้อย ประกอบกับความสูงของมดลูกน้อย อาจเป็นไปได้ว่า คุณกำลังประสบปัญหา ลูกในท้องตัวเล็ก เกินไป

ทารกตัวเล็กคืออะไร

ภาวะทารกตัวเล็ก คือ ภาวะที่ทารกในครรภ์ มีน้ำหนักน้อยกว่า 10% ของน้ำหนักมาตรฐานทารกในช่วงอายุครรภ์นั้น ๆ ในการอัลตร้าซาวด์ ในโรงพยาบาลชั้นนำ เครื่องอัลตร้าซาวด์จะคำนวณน้ำหนัก โดยประมาณของทารกได้

ลูกในท้องตัวเล็ก

สาเหตุที่ทำให้ทารกในครรภ์ตัวเล็ก

ภาวะทารกในครรภ์โตช้า หรือ ตัวเล็ก เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติในเซลล์ หรือเนื้อเยื่อ ที่สืบทอดมาจากพ่อแม่ตั้งแต่แรก มีปริมาณการนำเข้าออกซิเจนต่ำ หรือ ปัญหาสุขภาพของคุณแม่ โดยสามารถเกิดขึ้นใน ช่วงเวลาใดของการตั้งครรภ์ก็ได้ และ มีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้ทารกเกิดภาวะนี้ขึ้น ได้แก่

ลูกในท้องตัวเล็ก

ปัจจัยเสี่ยงจากสุขภาพของแม่

  • โรคเรื้อรัง เช่น โรคไตเรื้อรัง เบาหวาน โรคหัวใจ และ โรคทางเดินหายใจต่าง ๆ
  • ภาวะความดันโลหิตสูง
  • ภาวะทุพโภชนาการ
  • โรคโลหิตจาง
  • การติดเชื้อบางประเภท
  • การใช้สารเสพติด
  • การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

ปัจจัยเสี่ยงจากตัวทารกเอง

  • ทารกพิการ ทารกพิการร้อยละ 20-60 จะเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ขณะที่อีกร้อยละ 10 พบว่าเป็นเด็กพิการ ความพิการที่พบบ่อย ในทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า ได้แก่ ไม่มีผนังหน้าท้อง ไส้เลื่อนกระบังลม มีความพิการของหัวใจ และ กระดูกผิดปกติ
  • ทารกติดเชื้อโรค เช่น เชื้อเริม เชื้อหัดเยอรมัน เชื้อไวรัสอีสุกอีใส
  • ทารกมีโรคหัวใจ ทำให้เลือดไหลเวียน ไปเลี้ยงร่างกายของทารกได้ไม่ดี จึงเกิดการเจริญเติบโตช้าในครรภ์
  • ทารกมีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือ โครโมโซมผิดปกติ เช่น เป็นดาวน์ซินโดรม

ปัจจัยเสี่ยงจาก รก ถุงน้ำคร่ำและสายสะดือ

  • รกลอกตัวก่อนกำหนด
  • รกเกาะต่ำ
  • รกอักเสบ
  • รถมีเนื้องอก และถุงน้ำ
  • ถุงน้ำคร่ำอักเสบ
  • สายสะดือเกิดความผิดปกติ เช่น สายสะดือพันกัน ผูกเป็นปม มีเส้นเลือกผิดปกติ ตีบมาแต่กำเนิด ทำให้รกไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงทารกได้พอ

ปัจจัยเสี่ยงภายในมดลูก

  • การไหลเวียนโลหิตที่มดลูกลดลง
  • การไหลเวียนโลหิตภายในรกลดลง
  • การติดเชื้อที่เนื้อเยื่อมโดยรอบตัวอ่อน

วิธีการรักษา

แนวทางการรักษาโดยทั่วไป คือ คุณหมอจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาทารกให้อยู่ในครรภ์นานที่สุด และมีสุขภาพดีที่สุด เนื่องจากเด็กตัวเล็กในบางครั้งอาจมีปัญหาสุขภาพ แต่หากคุณหมอวางแผนการดูแลให้คุณแม่ทำตามอย่างเคร่งครัด ลูกแม่ยังมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์แต่ก็สามารถคลอดออกมามีระบบประสาท สมอง ร่างกายและสุขภาพโดยรวมเป็นปกติได้

วิธีเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์

  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ การที่คุณแม่หลับดี จะช่วยให้ลูกหลับดีเช่นกัน การที่ทารกในครรภ์พักผ่อนอย่างเพียงพอ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโต ช่วยให้เด็กมีน้ำหนัก และความยาวตัวเพิ่มมากขึ้น
  • เน้นอาหารโปรตีนที่หลากหลาย คุณแม่ควรงดอาหารให้พลังงานสูง เช่น น้ำอัดลม และแป้งแปรรูป แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีนที่หลากหลายจากสัตว์หลายชนิด ไม่ควรรับประทานโปรตีนชนิดเดียว เช่น รับประทานแต่ไข่ไก่อย่างเดียว
  • ออกกำลังกาย คุณแม่ควรเล่นโยคะ หรือการบริหารสำหรับหญิงมีครรภ์ เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณแม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และกระดูกของลูกให้แข็งแรง ทารกจะดึงสารอาหารไปเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และกระดูกมากขึ้น
  • ห่างไกลความเครียด และสารเสพติด ทั้งความเครียด และสารเสพติด ส่งผลให้ทารกตัวเล็กได้เช่นกัน ดังนั้นคุณแม่ควรผ่อนคลายอารมณ์ และงดสารเสพติด เช่น เหล้า และบุหรี่อย่างเด็ดขาด

วิธีการข้างต้นนี้ เป็นวิธีเพิ่มน้ำหนักในกรณีทั่วไปเท่านั้น หากทารกน้ำหนักตัวน้อยเพราะสภาพของรก เช่น รกเสื่อมก่อนกำหนด คุณหมอจะให้คุณแม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อประเมินสภาพและดูแลทารก หากถึงกำหนดที่จะคลอดได้ คุณหมอจะพิจารณาให้คลอดก่อนกำหนด

ลูกในท้องตัวเล็ก

อาหารแนะนำสำหรับคุณแม่

1. เนื้อสัตว์

แนะนำให้กินเป็นเนื้อสัตว์ที่ไม่ค่อยติดมัน อย่างอกไก่ ไก่งวง หรือสันในหมู เพราะนอกจากจะไม่ทำให้คุณแม่น้ำหนักขึ้นแล้ว ยังอุดมไปด้วยโปรตีน และสารอาหารจำเป็นอย่าง ธาตุเหล็กและวิตามินบี ที่ช่วยพัฒนาการเติบโตของลูกน้อยในช่วงไตรมาสแรก ทั้งยังเป็นอาหารบำรุงสมองให้ลูกฉลาดอีกด้วย

2. อาหารทะเล

อีกหนึ่งแหล่งโปรตีนสำคัญ มาพร้อมกับโอเมก้า 3 สำหรับบำรุงให้ร่างกายของเจ้าตัวเล็กเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ โดย เฉพาะอาหารทะเลที่มีโปรตีนสูง จำพวกกุ้ง ปลาทูน่า ปลาแซลมอน หรือแบบประหยัดหน่อยคุณแม่ก็สามารถหันมากินปลาพันธุ์ไทยอย่างปลาดุก ปลากะพง หรือเลือกซื้อทูน่ากระป๋องในน้ำแร่ได้เช่นเดียวกัน

3. ไข่

ใครไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ แนะนำให้หาเป็นไข่ไก่ ไข่เป็ด หรือไข่นกกระทามาทดแทนได้ เพราะนอกจากมีโปรตีนสูงแล้ว ยังมีกรดโฟลิก กรดอะมิโนโคลีน ซึ่งเป็นวิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ สำหรับการพัฒนาของตัวอ่อนให้โตมา มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยคุณแม่ควรรับประทานวันละ 1 ฟอง และ ต้องเป็นไข่ที่ปรุงสุกอย่าง ไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว หรือไข่ตุ๋นเท่านั้น

4. ผักใบเขียว

คุณแม่ควรเพิ่มเมนูอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัดผักรวม ในทุก ๆ มื้อด้วย เพื่อช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดี โดยเฉพาะผักใบเขียว เช่น บรอกโคลี ผักโขม คะน้า หรือดอกกะหล่ำ ที่นอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญแล้ว ยังมีโปรตีนรวมถึงแคลเซียม ช่วยพัฒนากระดูก พัฒนากล้ามเนื้อร่างกาย และเสริมสร้างสมองของลูกให้แข็งแรงอีกด้วย

5. ถั่วและธัญพืช

อาหารดี ๆ ที่กินแล้วได้ครบทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย สรรพคุณดีงามราวกับเป็นอาหารเสริมแร่ธาตุทั้งเหล็ก แคลเซียม และวิตามินบีรวม ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของลูกในท้องได้เป็นอย่างดี โดยคุณแม่สามารถเลือกกินถั่วประเภท อัลมอนด์ วอลนัท ถั่วแดง ถั่วเหลือง หรือถั่วดำ และธัญพืชต่าง ๆ เช่น ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต รวมถึงเปลี่ยนมารับประทาน เป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี แทนข้าวขาวขัดสี

6. นม ชีส หรือโยเกิร์ต 

เป็นอาหารที่หลายคนหลีกเลี่ยงเพราะกลัวว่าจะทำให้อ้วน แต่คุณแม่สามารถหาซื้อชีสสูตรไขมัน 0% โยเกิร์ตสูตรน้ำตาลน้อย หรือเปลี่ยนจากนมวัวมาดื่มนมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์แทนก็ได้ เพราะอาหารจำพวกนี้เป็นแหล่งโปรตีนและแคลเซียมชั้นยอด ที่นอกจากจะหาซื้อสะดวกแล้ว ยังเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการเจริญเติบโต และช่วยเพิ่มให้ลูกน้อยมีน้ำหนักตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยในหนึ่งวัน แนะนำให้ดื่มนมอย่างน้อย 200-500 มิลลิลิตร หรือกินโยเกิร์ตไม่เกิน 2 ถ้วย

อย่าลืมนะคะ คุณแม่ที่สงสัยว่าอาจจะมีภาวะทารกโตช้าในครรภ์ หรือมีอาการผิดปกติใด ๆ ละก็ อย่าชะล่าใจ รีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษา และหาแนวทางแก้ไขให้ทันท่วงที เพียงเท่านี้ลูกในครรภ์ก็จะมีโอกาสคลอดอย่างปลอดภัย

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close