About Kids

สอนการบ้านลูก

เมื่อได้เวลาต้องทำการบ้าน เชื่อว่าเด็กส่วนใหญ่คงอิดออดไม่ค่อยเต็มใจจะทำเท่าไหร่นัก บางครอบครัวอาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดของบ้านก็ว่าได้ สามีภรรยาหลายคู่ต้องถกเถียงหรือทะเลาะกันรุนแรงโดยเริ่มจากการ สอนการบ้านลูก เท่านั้น

การสอนการบ้านลูก เป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการทำการบ้านนอกจากจะเป็นการทบทวนความรู้จากโรงเรียนแล้ว ยังเป็นการฝึกในเรื่องของความรับผิดชอบของลูกด้วย บ่อยครั้งเราพบว่า ลูกของเราไม่อยากทำการบ้าน นั่นเป็นเพราะเราสอนผิดวิธีหรือเปล่า ลองสังเกตดูว่าเราเร่งให้เขาทำการบ้านให้เสร็จไว ๆ หรือดุเขาเวลาที่ตอบผิดไหม ถ้าใช่ คุณพ่อคุณแม่ต้องเปลี่ยนวิธีการสอน แล้วมาดูใหม่ว่าสอนแบบไหนลูกเราถึงอยากทำการบ้าน

หาสาเหตุว่าทำไมลูกถึงไม่ชอบทำการบ้าน

สำหรับเด็กส่วนใหญ่จะชอบมองว่า การทำการบ้านเหมือนเป็นการแบกรับภาระอันหนักอึ้ง จะรู้สึกไม่อยากทำ เพราะเหนื่อยจากการไปโรงเรียน การบ้านดูยากเกินไป ไม่สนุก ไม่มีแรงจูงใจ ในขณะที่พ่อแม่อย่างเรา ๆ ส่วนใหญ่จะมองที่ผลลัพธ์ที่ลูกจะได้จากการบ้าน ยิ่งทำเยอะ ยิ่งได้ความรู้ ไม่ได้นึกถึงเรื่องอื่น ๆ เลย การมองต่างมุมนี้ ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ต้องรบรากันอยู่บ่อย ๆ พ่อแม่จึงต้องหาสาเหตุของลูกให้เจอ อาจจะคุยกับเขาด้วยเหตุผล หรือคอยสังเกตพฤติกรรมตอนทำการบ้าน เพื่อจะได้แก้ไขได้ตรงจุด

สอนการบ้านลูก

สาเหตุใหญ่ ๆ มีอยู่ 3 ประเด็น คือ

ยากเกินวัยของลูก

ลูกอาจรู้สึกท้อได้ เพราะไม่สามารถทำการบ้านด้วยตนเอง เนื่องจากไม่เข้าใจบทเรียน ดังนั้นเราสามารถช่วยเหลือเขาได้ เราสามารถสอนโดยทำให้เขาดู แล้วตั้งโจทย์เพิ่มให้เขาลองด้วยตนเองหลังจากดูเราทำ แต่ถ้าการบ้านนั้นยากเกินไปมาก ๆ (ไม่เหมาะกับวัยของเขา) และคุณแม่คุณพ่อช่วยเหลือไม่ได้ ถามลูกว่า เราไปคุยกับคุณครูด้วยกันไหม ? หรืออยากปรึกษาเพื่อน ครอบครัวอื่นไหม ว่าเขาทำอย่างไร ?

ง่ายเกินไปก็อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

ไม่อยากทำ ตรงนี้เราสามารถบอกเขาได้ว่า “การบ้าน…นอกจากเป็นการฝึกฝนเราแล้ว เรายังฝึกการควบคุมตนเองให้ทำหน้าที่ของตนเองด้วย ถ้าเรารู้ว่าง่าย แล้วไม่ทำ แสดงว่าเรายังฝึกการควบคุมตนเองไม่ได้” แม้จะง่าย แต่ก็ช่วยให้เราเก่ง และเชี่ยวชาญขึ้น แต่ในกรณีที่ง่ายเกินไป คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิ่มความยาก ให้ท้าทายเด็กได้ด้วยตนเอง หรือ อาจจะไปปรึกษาคุณครูเรื่องการบ้านที่ลูกทำก็เป็นอีกข้อสำคัญ เพราะบางทีลูกของเราอาจจะมีพรสวรรค์ (Gifted) หรือ เป็นเด็กอัจฉริยะ (Genius) เราจะได้หาทางส่งเสริมเขาในทางที่เหมาะสมต่อไป

อยากทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การบ้าน

อันนี้เกิดขึ้นบ่อยในยุคปัจจุบัน เด็ก ๆ มักจะติดการใช้โซเชียลมีเดีย ติดดูการ์ตูน ติดเล่นเกมส์ คุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งกติกา และเอาจริง ทำข้อตกลงให้ชัดเจนว่า “ถ้าทำการบ้าน ต้องทำเวลาไหน และถ้าไม่ทำจะได้รับผลอย่างไร เช่น งดทำกิจกรรมที่ชอบ”

พร้อมรบ

อย่างที่เกริ่นกันไปแล้วว่าการ สอนการบ้านลูก เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ของกิจกรรมในครอบครัว การเตรียมทุกอย่างให้พร้อม จึงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ

สถานที่พร้อมควรจัดสถานที่สงบ ๆ เหมาะแก่การทำการบ้านให้ลูก ไม่ใช่ให้ลูกทำการบ้านหน้าจอโทรทัศน์ หน้าคอมพิวเตอร์ หรือ ทำไปฟังเพลงไป มุมซึ่งสงบดังกล่าวนั้น ควรมีแสงไฟสว่างพอเพียง และมีอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นสำหรับลูก
 
เวลาพร้อมควรจัดเวลาที่เหมาะสม สำหรับลูกทุกวัน เช่น ช่วงเวลาก่อน หรือ หลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว เพื่อทำการบ้าน และทบทวนบทเรียน รวมทั้งการอ่านหนังสือหาความรู้เพิ่มเติมด้วย อย่าละเลยเรื่องนี้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นแล้ว ลูกจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีวินัย และแบ่งเวลาของตัวเองไม่เป็นเอาเสียเลย
      
แวดล้อมพร้อมควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำลายสมาธิ หรือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลูกในระหว่างทำการบ้าน ทั้งนี้พ่อแม่ และคนในบ้านทุกคน ควรให้เวลาส่วนตัวสำหรับลูกด้วย อย่างไปรบกวนเขา ระหว่างทำการบ้าน รวมไปถึงเสียงรบกวนจาก โทรทัศน์ วิทยุ หรือ โทรศัพท์
      
ใจ (พ่อแม่) พร้อมไม่ควรทำการบ้านให้ลูก แต่ควรให้ลูกทำการบ้านด้วยตัวเอง เพราะลูกจำเป็นต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาด ของตัวเองเพื่อศึกษาต่อไป แต่ลูกจะไม่ได้เรียนรู้สิ่งใดเลยหากพ่อแม่ทำการบ้านให้ลูก อาจให้คำแนะนำให้ลูก เมื่อลูกร้องขอ หรือช่วยอธิบายเพิ่มเติมหากลูกไม่เข้าใจ นอกจากนั้น ควรชมเชย เมื่อลูกตั้งใจทำการบ้าน และพยายามทำการบ้าน หรือโครงงานจนเสร็จเรียบร้อย

กลยุทธ์เด็ด

เข้าใจ – คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะกำลังวิตกกังวลว่า ลูกจะเรียนได้ช้า เรียนไม่เก่ง ไม่ทันเพื่อน จนบางที ก็เผลอหงุดหงิด หรือไม่พอใจที่ลูกไม่ยอมทำการบ้าน อาจเผลอดุว่า หรือเอ็ดตะโรใส่ลูกแรง ๆ กับพฤติกรรมที่ไม่ได้ดั่งใจ แต่การจะพิชิตใจลูกให้อยากทำการบ้านได้สำเร็จนั้น ต้องเริ่มจากตัวคุณพ่อคุณแม่ก่อน ที่จะต้องเข้าใจในความเป็นเด็ก ที่ติดเล่นเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นห้ามหงุดหงิด ตำหนิ หรือดุด่า ควรสงบสติอารมณ์ แล้วค่อยพูดโน้มน้าว “ทำการบ้านเสร็จแล้วค่อยไปเล่นนะลูก” เป็นการกระตุ้นให้ลูกรีบทำการบ้านให้เสร็จจะได้ไปเล่นไว ๆ

ใกล้ชิด – ไม่ควรปล่อยให้ลูกทำการบ้านตามลำพัง ในระหว่างที่ลูกทำการบ้านอยู่นั้น ควรอยู่ใกล้ ๆ เพื่อคอยสอน คอยตรวจดูว่าลูกทำการบ้านครบถ้วน ถูกต้อง หากลูกมีคำถาม หรือมีข้อสงสัย จะได้ช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ อีกทั้งการที่ คุณพ่อหรือคุณแม่อยู่ใกล้ชิดแบบนี้ ยังจะได้สังเกตด้วยว่า ลูกทำการบ้านได้ถูกผิดมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าลูกทำไม่ได้ หรือทำผิดอยู่บ่อยครั้ง ก็อาจจะเป็นได้ว่าตอนอยู่โรงเรียน ลูกอาจจะไม่ได้ตั้งเรียน ถ้าเป็นเช่นนี้ก็อาจจะต้องคุมเข้มลูกให้มากขึ้นกว่าเดิม

สอนการบ้านลูก

กระตุ้น – อาจจะต้องทำข้อตกลงกับลูก เพื่อสร้างแรงจูงใจหรือเพื่อกระตุ้นให้ลูกอยากทำการบ้าน นั่นก็คือการนำสิ่งที่ลูกชอบมาเป็นตัวกระตุ้น “แม่รู้นะว่าลูกอยากดูการ์ตูน ไว้ทำการบ้านเสร็จก่อนเดี๋ยวแม่เปิดให้ดูเลย” หรือ “อยากเล่นเกมก็ต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนนะ” แบบนี้รับรองว่าลูกจะต้องรีบกระตือรือร้นทำการบ้านให้เสร็จอย่างรวดเร็ว 

ชมเชย – เมื่อลูกมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ขยันทำการบ้านให้เสร็จตามที่ตกลงกับคุณแม่ไว้ อาจจะใช้เทคนิคพิชิตใจลูกด้วยคำชมเชยเพื่อให้รู้ว่า ภูมิใจในตัวลูกอยู่ไม่น้อย เช่น “เก่งจังเลยลูก” หรือ “วันนี้ตั้งใจทำการบ้านดีมากลูก” หรือ “แม่ภูมิใจในตัวหนูที่สุด” แต่ไม่ควรพูดจาในด้านลบ ในเชิงตำหนิลูกว่าโง่ ว่าขี้เกียจ ว่าไม่ได้ดั่งใจ เพราะนอกจากไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังสะท้อนภาพที่คุณแม่มองลูกว่าเป็นอย่างไรด้วย เมื่อลูกได้ยินบ่อย ๆ ลูกจะเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น และมันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของลูกไปจริง ๆ 

ฝึกฝน – ให้ความสำคัญกับเรื่องของการฝึกฝน โดยการจะฝึกให้ลูกสนใจทำการบ้านนั้น อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย งานนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องอดทน และไม่ใจอ่อนกับลูกเพราะเมื่อลูกได้รับการฝึกอย่างสม่ำเสมอจนเป็นกิจวัตร มีการจัดตารางประจำวันที่ชัดเจน เลือกเวลาทำการบ้านที่เหมาะสมให้กับลูก รวมทั้งช่วยลูกวางแผน การทำการบ้านในวันที่มีการบ้านหลายวิชา เชื่อว่าเมื่อลูกได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ ลูกก็จะรู้หน้าที่ของตัวเอง และมีวินัยในการทำการบ้านได้ไม่ยาก   

ใส่ความสนุก – สอดแทรกการ์ตูน นิทาน หรือ เรื่องที่ลูกสนใจลงไป เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาการบ้าน ให้ลูกรู้สึกสนุกขึ้น หรือ อาจสอดแทรกการเล่นเกมสนุกเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น “มาแข่งกันดีกว่า”, “ดูซิว่าใครจะตอบถูกมากกว่ากัน” หรือ “ใครจะบวกเลขเหล่านี้เร็วกว่ากัน”

อารมณ์เสียให้หยุดสอน – เมื่อเริ่มรู้สึกอารมร์คุกรุ่น หงุดหงิด ว่าทำไมลูกทำไม่ได้เสียที ต้องหยุดสอน และเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ๆ กับลูกแทน เช่น เล่นเกม วาดภาพระบายสี เมื่ออารมณ์ดีทั้งสองฝ่าย ค่อยเริ่มใหม่

สอนการบ้านลูก

เลิกตำหนิติเตียน – ไม่ว่าลูกของเราจะทำการบ้านช้า หรือทำผิด ก็ไม่ควรตำหนิลูก เพราะอาจทำให้เขารู้สึกแย่และกดดัน ส่งผลให้ปิดกั้นตัวเอง จากการเรียนรู้ได้ การที่เด็กอยากเริ่มทำการบ้าน ต้องเข้าใจก่อนว่า การบ้านคือ การเอากลับมาทำที่บ้านที่มีพ่อแม่อยู่ด้วย เพื่อให้เด็กได้ใช้เวลากับครอบครัว เพราะการที่เด็กจะเก่งหรือไม่เก่งนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงเรียนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ครอบครัวว่าให้เวลากับลูก และใส่ใจพวกเขาดีแค่ไหน ดังนั้น เราควรที่จะให้กำลังใจ เช่น ถ้าลูกระบายสีออกนอกเส้น พ่อกับแม่ไม่ควรบอกว่าระบายแบบนี้ไม่สวยหรือพูดว่า “อย่าระบายออกนอกเส้นสิลูก” ควรบอกเขาว่า “กล้ามเนื้อมือหนูยังไม่แข็งแรงเหมือนแม่ ไว้เราฝึกกันไปเรื่อย ๆ เนาะ เดี๋ยวมันจะสวยขึ้นเอง”

สอนให้คิด – การมีคุณพ่อคุณแม่ช่วยถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ช่วยอย่างไรให้ลูกของเราคิดได้โดยที่ไม่ต้องบอกเฉลยนี่สิยาก เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่บางคน อยากให้ลูกทำการบ้านเสร็จไว ๆ เลยรีบเฉลยคำตอบด้วยการถาม “ตอบข้อนี้ใช่ไหม ?” เด็กอาจจะตอบใช่ แต่ยังไม่ทันคิด ยิ่งในอนาคตที่ต้องเจอกับการบ้านที่ยากขึ้นแล้วทำไม่ได้ เขาก็จะขอให้เราช่วยอีก และถ้าวันไหนที่ต้องทำเองคนเดียวแล้วคิดไม่ออก เขาก็จะรู้สึกว่าไม่อยากทำ นั่นเป็นเพราะเราที่ไม่สอนให้เขาคิดตั้งแต่แรก ดังนั้น เราควรสอนให้เขาคิดเองตั้งแต่ยังเด็ก เริ่มจากเปลี่ยนการตั้งคำถามแล้วคิดไปพร้อม ๆ กัน เช่น “แม่ให้เงิน 15 บาท หนูซื้อขนมไป 5 บาท จะเหลือเงินกี่บาท” โดยที่นับนิ้วไปพร้อมกัน หรือลองหาสื่อการสอนมาช่วยคิดให้เห็นภาพมากขึ้นก็ได้

สอนการบ้านลูก

สุดท้าย อย่าลืมว่าเป้าหมายของ “การบ้าน” คือการได้ฝึกฝนในสิ่งที่เรียนไป กับการฝึกวินัยความรับผิดชอบในตัวเด็ก ลูกเราอาจจะทำช้าบ้าง ทำไม่ได้บ้าง ไม่เป็นไร ให้กำลังใจ อย่าใจร้อน อย่าโมโห เราไม่ได้อยากสร้างความกลัวให้ลูกเวลาเขาต้องทำการบ้านที่บ้านกับเรา MamyKid ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวนะคะ

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close