About Kids

สอนลูกเป็นเด็กสองภาษา

ในยุคสมัยนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่สามารถใช้งานได้มากกว่าหนึ่งภาษา จะเป็นคนที่ได้เปรียบในโลกของการทำงาน โดยเฉพาะปัจจุบันที่ธุรกิจออนไลน์กำลังมีบทบาทสำคัญ ความต้องการผู้ที่มีความสามารถสื่อสารภาษาได้มากกว่าหนึ่งภาษา โดยเฉพาะภาษาสากล จึงมีมากขึ้นกว่าในครั้งอดีต จากเหตุผลดังกล่าวนี้ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อยากเลี้ยงลูก สอนลูกเป็นเด็กสองภาษา 

อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา  ก่อนอื่นเลย คุณพ่อคุณแม่ต้องเริ่มทำความเข้าใจ และหาคำตอบว่า มีสิ่งใดที่ควรจะทำ จะทำได้อย่างไร จะเริ่ม สอนลูกเป็นเด็กสองภาษา ได้ยังไง MamyKid มีคำตอบมาให้แล้วค่ะ

Bilingual คืออะไร ?

การเป็นคนสองภาษา (Bilingual) นั้น หมายถึง การที่คน ๆ หนึ่งสามารถฟังเข้าใจและพูดได้ 2 ภาษา ไม่ว่าจะอ่านหรือเขียนได้หรือไม่ก็ตาม หรือจะสามารถอ่านเพื่อจับใจความได้ดีแค่ไหน เขียนได้ดีแค่ไหน ขอเพียงสื่อสารเข้าใจ โดยไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ภาษาแรกมาก่อนอีกภาษานานเท่าไหร่ หรือจะเรียนรู้ทั้งสองภาษาไปพร้อมกัน ก็สามารถเรียกว่าเป็นคนสองภาษาได้แล้ว แต่การเป็นคนสองภาษาก็มีด้วยกันหลายแบบ คือ

1. Co-ordinate Bilingual (Simultaneous) คือ สามารถพูดสื่อสารได้ดี แต่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนเจ้าของภาษาทั้งสองภาษา คำบางคำอาจยังใช้ผิดบ้างเล็กน้อย

2. Compound Bilingual (Sequential) คือ มีภาษาหนึ่งที่สื่อสารได้ดีกว่าอีกภาษา เพราะว่าได้ใช้บ่อยกว่า มีสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ต้องใช้ภาษานั้นมากกว่า

3. Balanced Bilingual คือ สามารถสื่อสารได้ดีทั้ง 2 ภาษา ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ทำได้ดีเหมือนเป็นเจ้าของภาษา

4. Ambi-bilingual คือมีภาษาแรกเป็นทั้ง 2 ภาษา สามารถพูดได้สำเนียงไม่ผิดเพี้ยน ฟัง พูด อ่าน เขียนได้ เขียนเรียงความได้ อ่านหนังสือเรียนยาก ๆ ได้ทั้ง 2 ภาษา

5. Semi-bilingual คือ สามารถสื่อสารได้แต่ไม่ได้ดีทั้ง 2 ภาษา พูดได้ ฟังได้ แต่จะอ่านหนังสือเรียนที่ยาก ๆ ไม่ได้ จับใจความไม่ค่อยได้ สิ่งนี้กำลังเป็นปัญหาของโรงเรียนนานาชาติ หรือ โรงเรียนสองภาษาหลายแห่งในโลก เนื่องจากเด็กไม่ได้รับการกระตุ้นว่าจะต้องฟัง พูด อ่าน เขียนให้ได้สมบูรณ์แบบแม้แต่ภาษาเดียว

6. Multi-lingual คือ สามารถที่จะสื่อสารได้มากกว่า 2 ภาษา มีทั้งภาษาที่เป็นภาษาหลัก หรือเป็นเจ้าของภาษานั้น  ภาษาที่ฟังพูดได้แต่เขียนไม่ดี และยังมีอีกภาษาที่พอรู้เรื่องบ้างแต่ไม่ใช่เจ้าของภาษา คนที่เป็น Multi-lingual มักจะมาจากครอบครัวที่พ่อและแม่มาจากคนละประเทศ และได้เรียนโรงเรียนที่ใช้อีกภาษาที่ไม่ได้ใช้ที่บ้าน

เริ่มต้นเมื่อไหร่ดี ?

คำตอบของคำถามนี้ คือ ยิ่งเริ่มได้เร็วแค่ไหน ก็ยิ่งดี  เพราะเด็กจะมีโอกาสเป็น เด็กสองภาษา ได้เร็วมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ควรเริ่มแต่แรกเกิด เนื่องจากเด็กแรกเกิด จะมีการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าจุดเชื่อมโยงของประสาท ด้วยความเร็วถึง 3,000 ล้านจุดต่อวินาที

สมองจะดูดซับทุกอย่างที่ทารกได้ยิน ได้เห็น รู้สึก รับรส สัมผัส และ จะบรรลุสิ่งเหล่านั้นไว้ภายในสมองส่วนของความจำ ซึ่งสมองของเด็กเล็กมีสภาพคล้ายฟองน้ำซึ่งทำให้การเรียนรู้ภาษาพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และเป็นธรรมชาติ โดยปราศจากอุปสรรคใด ๆ เมื่อทารกอายุได้ 6 – 8 เดือน สมองของทารกจะมีจุดเชื่อมโยงของประสาทเพิ่มขึ้นถึง 1,000 ล้านล้านจุด และจะลดจำนวนลงเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น

ลูกโตเกินกว่าที่เริ่มต้นหรือไม่ ?

ไม่มีคำว่าสอนเร็วเกินไป หรือช้าเกินไปในการเริ่มสอนลูกให้รู้จัก ภาษาที่สอง การเรียนรู้ภาษาที่สองจะง่ายกว่า ถ้าสอนให้เด็กที่ต่ำกว่า 10 ขวบ และง่ายขึ้นอีกถ้าเด็กต่ำกว่า 5 ขวบ เมื่อเทียบกับความพยายามที่จะสอนในผู้ใหญ่ แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เวลาที่ดีที่สุดคือตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ เพราะเมื่อเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ภาษาแม่ ใจของเขาก็ยัง เปิดรับสิ่งอื่น ๆ อย่างเต็มที่ แต่ถึงช่วงนี้คุณแม่ยังไม่ได้สอน ช่วง 4 – 7 ขวบก็ยังเป็นช่วงเวลาดี ๆ ในการสอนลูกให้เรียนหลายภาษา พวกเขาจะสร้างระบบภาษาที่สอง ไปพร้อมกับภาษาแม่และพูดได้เหมือนเจ้าของภาษาเลยด้วย

ถึงจะเกิน 7 ขวบไปแล้วก็ยังทันอยู่ดี เพราะการเรียนตั้งแต่ 8 ขวบถึงช่วงวัยรุ่น เป็นอีกช่วงที่ยังสร้างภาษาที่สองได้ทัน หลังจากเข้าวัยรุ่นไปแล้ว การศึกษาแสดงให้เห็นว่าภาษาใหม่ ๆ จะถูกเก็บไว้ในอีกพื้นที่หนึ่งของสมอง หมายความว่าเด็ก ๆ จะต้องแปล ผ่านภาษาแม่ของตัวเองก่อนเข้าไปอีกภาษาหนึ่ง ซึ่งจะทำให้พูดแต่ละทียากมาก ๆ

สอนลูกเป็นเด็กสองภาษา

เลือกระบบที่เหมาะ

การเริ่มต้นฝึกลูกเป็น เด็กสองภาษา โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นครูคนแรกนั้น มีระบบหลัก ๆ อยู่ 2 ระบบ คือ

ระบบหนึ่งคนหนึ่งภาษา

ควรมีข้อตกลงกันในครอบครัวว่าคนใดจะพูดสองภาษากับลูก โดยคน ๆ นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีเวลาอยู่กับเด็กค่อนข้างมาก และยึดให้คนๆ นั้นเป็นคุณครูสอนภาษาหลัก ซึ่งอาจจะเป็นคุณแม่ วิธีการนี้เด็กจะเรียนรู้การพูดกับพ่อและแม่ทั้งสองภาษาเองอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะสับสน เค้าสามารถแยกแยะได้เก่ง จนคุณพ่อคุณแม่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว เนื่องจากเด็กมักจะเรียนรู้จากสิ่งที่เห็น แล้วเด็กจะใช้อะไรบางอย่างมาเป็นตัวจับว่าเมื่อไหร่ควรพูดภาษาไทย และเมื่อไหร่ควรพูดภาษาอังกฤษ

ระบบหนึ่งเวลาหนึ่งภาษา

ระบบนี้พ่อและแม่รวมทั้งคนอื่น ๆ ในบ้าน (ที่สามารถสื่อสารได้สองภาษาเช่นกัน) สามารถพูดภาษาที่หนึ่งและสอง ปนกันกับลูกได้ แต่ไม่แปล ไม่พูดไทยคำอังกฤษคำ ให้พูดเป็นประโยคในแต่ละช่วงเวลา อาจกำหนดว่า ช่วงกลางวันจะสื่อสารด้วยภาษาไทย  ช่วงกลางคืนจะใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อให้เด็กแยกสองโหมดจากช่วงเวลา

แนวทางสู่ความสำเร็จ

  • เด็กสองภาษา ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี พูดกับลูกตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อลูกคลอดออกมา ถึงแม้ลูกจะยังพูดไม่ได้ แต่ลูกก็มีประสาทสัมผัสการฟังที่เริ่มทำงานแล้ว พ่อแม่ควรพูดภาษาอื่น ๆ นอกจากภาษาไทยควบคู่ให้ลูกฟังไปด้วย หรืออาจจะเปิดเพลงภาษาอังกฤษในบ้าน ให้ลูกได้ยินบ่อย ๆ ก็ได้
  • อายุ 9-12 เดือน ขึ้นไป ลูกจะสามารถเข้าใจสิ่งรอบตัวได้ทั้งสองภาษา คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามสะสมคำศัพท์ให้ลูกเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านการเรียนรู้ต่าง ๆ การ์ดรูปภาพ หรือเล่นทายคำจากสิ่งรอบตัวทั้งหมด
  • เพิ่มคลังคำศัพท์ใหม่ ๆ ให้ลูก เวลาพูดคุยกับลูก เล่นกับลูก ให้พูดศัพท์ภาษาอังกฤษต่าง ๆ ไปด้วย เริ่มจากคำง่าย ๆ ที่อยู่รอบตัว เช่น ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน อารมณ์ ความต้องการ ความรู้สึกต่าง ๆ เหมือนกับที่ใช้ภาษาไทย แต่พูดภาษาอังกฤษเพิ่มไปด้วย
  • อย่าอายที่จะพูดภาษาอังกฤษกับลูก การฝึกพูดภาษา ต้องพยายามใช้ในชีวิตประจำวัน สม่ำเสมอ เมื่อพาลูกออกไปนอกบ้าน ควรพูดกับลูกบ้าง เพราะจะมีสถานการณ์ สภาพแวดล้อม คำศัพท์ใหม่ ๆ ให้ลูกได้เรียนรู้ แต่พ่อแม่อาจจะเขินอายที่จะพูดกับลูกบ้าง ถ้าคิดจะฝึก หรือ สอนลูกเป็นเด็กสองภาษา อย่าอายที่จะคุยกับลูก
  • เริ่มพูดประโยคสั้น ๆ เป็นคำง่าย ๆ ซ้ำไปซ้ำมา นอกจากคำศัพท์เป็นคำ ๆ แล้ว พ่อแม่ควรพูดกับลูกเป็นประโยคสั้น ๆ มากขึ้น และพูดซ้ำ ๆ หรือถามซ้ำ ๆ ให้พยายามพูดสื่อสารกับลูกไปเรื่อย ๆ ประกอบกับการแสดงสีหน้าท่าทางประกอบ ให้ลูกเข้าใจได้มากขึ้นด้วย
  • พยายามสร้างสภาพแวดล้อมให้เป็นภาษาอังกฤษ เช่น เปิดสื่อที่เป็นภาษาอังกฤษให้เขาฟัง (ฟังอย่างเดียว)  เป็นพวกอ่านหนังสือ เล่านิทาน ฯลฯ
  • ใช้วิดีโอช่วย หากลูกอายุ 2-3 ขวบ ขึ้นไป อาจจะอนุญาตให้ลูกดูมือถือได้บ้าง ดู YouTube บ้าง แต่ต้องเป็นระยะเวลาสั้น ๆ จำกัดเวลาแต่ละวัน และพ่อแม่เป็นคนเปิดให้ลูกดู เช่น รายการการ์ตูนภาษาอังกฤษ เพลงภาษาอังกฤษ จะช่วยให้ลูกฟังสำเนียง และฝึกพูด เรียนรู้ตามได้
  • พูดให้ฟังบ่อย ๆ ให้ลูกคุ้นเคย ถ้าพ่อแม่ภาษาไม่เก่ง อาจใช้วิธีการอ่านหนังสือนิทาน หนังสือภาษาอังกฤษให้ลูกฟังบ่อย ๆ ตั้งแต่เล็ก
  • ถ้าลูกไม่ยอมพูด ไม่ต้องกดดันลูก แต่ค่อย ๆ ปล่อยไปตามธรรมชาติ พยายามชวนลูกคุยเรื่อย ๆ ไทยบ้าง อังกฤษบ้าง พยายามสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลาย มีความสุข ลูกจะสามารถ เรียนรู้ สื่อสารได้ดี
  • ใช้ความอดทน ค่อยเป็นค่อยไป  จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้เวลาและความเข้าใจ เพราะเด็ก ๆ ทุกคนมีพัฒนาการที่แตกต่าง และมีความสามารถและความถนัดไม่เหมือนกัน ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องใช้ความอดทน รอให้ลูกเรียนรู้ภาษาตามเวลาของเขาเอง คอยพูดคุย สนับสนุน และ ชม เมื่อเขาสามารถทำอะไรได้สำเร็จ
สอนลูกเป็นเด็กสองภาษา

ระวัง ! อย่าเข้าใจผิด ๆ

คิดว่าลูกจะเป็นเด็กสองภาษาโดยอัตโนมัติ

บางครั้งพ่อแม่อาจเผลอคิดไปว่าเมื่อพ่อแม่ใช้สองภาษาพูดคุยกับลูก ลูกก็จะสามารถใช้สองภาษาได้เอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เด็กต้องใช้เวลาเรียนรู้ และทำความเข้าใจอีกหนึ่ง ภาษา โดยพ่อแม่ต้องให้เวลากับลูก เพราะถ้าเด็กไม่ใช้เวลาในการพัฒนาทักษะด้านการพูดและการเข้าใจในภาษาได้อย่างถูกต้อง คุณอาจจะทำให้ลูกกลายเป็นเพียงเด็กที่เข้าใจสองภาษาเฉย ๆ คือสามารถเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่พูด แต่ไม่อาจสื่อสารเป็นภาษานั้น ๆ โต้ตอบกลับมาได้

ลงทุนซื้ออุปกรณ์ช่วยสอนแพง ๆ

ของเล่นหรืออุปกรณ์ราคาแพง ที่มีจุดประสงค์ในการใช้สอนภาษาให้กับลูกนั้น ถึงแม้ว่าจะช่วยเสริมพัฒนาการและทักษะให้กับลูกได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดในการสอน และปลูกฝังเรื่องภาษาให้กับลูก คุณพ่อคุณแม่ทำได้โดยการส่งเสริม หรือหาโอกาสให้เขาได้มีปฏิสัมพันธ์และได้พูดคุยกับคนที่มีความคล่องในภาษานั้น ๆ การที่เด็กได้ตอบโต้ มีการเรียนรู้ และการได้สนทนา จะช่วยให้ลูกมีความคล่องในการใช้ภาษายิ่งขึ้น วิธีนี้ยังสามารถช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณพ่อคุณแม่ได้

แก้คำผิดบ่อย ๆ

ในระหว่างที่คุณพ่อคุณแม่ชวนลูกสนทนาภาษาที่สอง การคอยแก้ไขประโยค หรือคำศัพท์ที่ลูกพูด อาจกลายเป็นสิ่งลดทอนกำลังใจ ในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ได้ ถึงแม้จะเป็นความหวังดีของคุณพ่อคุณแม่ ที่พยายามจะแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า คุณควรจะไปตัดบทในขณะที่ลูกกำลังพูดหรือเขียนอยู่ ในทางตรงกันข้าม พ่อแม่ควรจะปล่อยความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผ่านไป และคอยแก้ไขในจุดใหญ่ ๆ ให้เขาบ้างเป็นครั้งคราว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกก็จะเข้าใจในจุดที่เขาทำผิดพลาดนั้น ได้เองเมื่อเวลาผ่านไป

ใช้ทีวีเป็นตัวช่วย

การเรียนรู้ภาษานั้น จำเป็นต้องมีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล ถึงจะทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาได้ ดังนั้นการให้ลูกได้ดูทีวีรายการภาษาอื่น ๆ ไม่ได้เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสอนภาษาแก่พวกเขา แน่นอนว่าเด็ก ๆ อาจจะได้เรียนรู้คำศัพท์นิด ๆ หน่อย ๆ และฝึกฟังสำเนียง แต่มันก็ไม่ใช่เครื่องมือที่จะทำให้ลูกใช้ภาษา และช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านภาษาแก่ลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ใช้ภาษาได้คล่อง จะเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาได้อย่างยั่งยืนกว่า

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close