About Kids

สุขภาพฟันของลูก

การได้เห็นรอยยิ้มสวย ๆ ที่สดใสของลูกน้อย ย่อมทำให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจเป็นที่สุด และถ้ารอยยิ้มนั้นดูสมบูรณ์สวยงามด้วยฟันซี่น้อย ๆ ที่ขาวสะอาดเรียงตัวเป็นระเบียบ คงจะยิ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่ปลื้มอกปลื้มใจกันได้มากขึ้นกว่าเดิม การดูแล สุขภาพฟันของลูก จึงเป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะหลงลืม หรือ ละเลยไม่ได้ วันนี้ MamyKid รวบรวมข้อแนะนำดี ๆ มีประโยชน์เพื่อให้ดูแล สุขภาพฟันของลูก กันอย่างถูกวิธี มาฝากแล้วค่ะ

ดูแลตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์

การดูแลเพื่อให้ลูกมีฟันที่แข็งแรงสวยงาม ควรเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อตั้งครรภ์ เพราะฟันน้ำนมองลูก จะมีการสร้างตัวของฟัน ตั้งแต่แม่มีอายุครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์ การสร้างตัวของฟันนั้น ก็ต้องการสารอาหารหลายชนิด เช่นเดียวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แร่ธาตุจำพวก แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งจะมีผลให้ชั้นเคลือบฟัน และเนื้อฟันมีความแข็ง

ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์จึงควรรับประทาน อาหรให้ครบ ทั้ง 5 หมู่ เพิ่มการรับประทานอาหารที่มี แคลเซียม ฟอสฟอรัสมาก ๆ เช่น นมไข่ ปลาเล็กปลาน้อย

การดูแลอนามัยช่องปาก อย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะหญิงตั้งครรภ์ มักจะมีพฤติกรรมการรับประทานจุบจิบ ประกอบกับ มีการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกาย จึงให้มีโอกาสเสี่ยง ต่อการเป็นโรคฟันผุ หรือเกิดเหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ดังนั้น จึงควรแปรงฟัน หลังรับประทานอาหารอาหารมื้อหลัก ทั้ง 3 มื้อ เพื่อให้สภาพช่องปากสะอาด ไม่เป็นโรค และในขณะตั้งครรภ์ ควรได้รับการตรวจสภาพช่องปากด้วย เพื่อรับคำแนะการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากอย่างถูกต้อง และรับการตรวจวินิจฉัย อาการเหงือกอักเสบ หรือโรคฟันผุ ซึ่งหากตรวจพบว่าเป็นโรค จะได้ทำการรักษาในระยะเริ่มแรก เช่น การอุดฟัน การขูดหินปูน

หญิงตั้งครรภ์ควรไปรับบริการตรวจ และรักษาสุขภาพช่องปาก เมื่ออายุครรภ์อยู่ในช่วง 4-6 เดือน เพราะเป็นช่วงที่บรรเทาจากอาการแพ้ท้องแล้ว และครรภ์ก็ไมใหญ่มากเกินไป เพราะจะลำบากในการ ต้องรับการรักษาฟันนานๆ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดเตตร้าไซคลิน เพราะจะมีผลทำให้ฟันของลูกที่กำลังสร้างมีความผิดปกติไป อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนสีฟันได้ โดยปกติ คุณสมบัติของยามีไว้ เพื่อใช้ในการรักษาโรค แต่ก็พบบ่อยๆ ว่า ยาหลายตัวที่มีผลต่อลูกในครรภ์มารดาได้ เพราะฉะนั้น คุณแม่ควรระวังรักษาสุขภาพของตนเองไว้ให้ดีที่สุด เพราะเมื่อสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ก็ไม่ต้องรับประทานยามาก อันตรายก็จะเกิดขึ้นน้อยไปด้วย

ฟันน้ำนม ฟันชุดแรกของลูก

สุขภาพฟันของลูก

ฟันน้ำนม คือ กระดูกฟันที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้บดเคี้ยวอาหารในช่วงวัยเริ่มแรกของชีวิต เด็กจะมีฟันน้ำนมก่อน แล้วจะหลุดออกเพื่อให้ฟันแท้งอกขึ้นมาแทนที่เมื่อถึงเวลา โดยฟันน้ำนมซี่แรก ๆ จะเริ่มงอกขึ้นตอนเด็กอายุประมาณ 6 เดือน จนครบ 20 ซี่ แล้วจะหลุดร่วงออกไปเพื่อให้ฟันแท้งอกขึ้นมาแทนที่จนครบ 32 ซี่ในภายหลัง

กระบวนการงอกและหลุดร่วงของฟันน้ำนมโดยทั่วไป

ฟันแถวบน

  • ฟันตัดหน้าซี่กลาง บน 2 ซี่ (Central Incisor) ฟันงอกช่วงอายุ 8-12 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 6-7 ปี
  • ฟันตัดหน้าซี่ข้าง บน 2 ซี่ (Lateral Incisor) ฟันงอกช่วงอายุ 9-13 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 7-8 ปี
  • ฟันเขี้ยว บน 2 ซี่ (Canine หรือ Cuspid) ฟันงอกช่วงอายุ 16-22 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 10-12 ปี
  • ฟันกรามซี่แรก บน 2 ซี่ (First Molar) ฟันงอกช่วงอายุ 13-19 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 9-11 ปี
  • ฟันกรามซี่ที่สอง บน 2 ซี่ (Second Molar) ฟันงอกช่วงอายุ 25-33 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 10-12 ปี

ฟันแถวล่าง

  • ฟันตัดหน้าซี่กลาง ล่าง 2 ซี่ (Central Incisor) ฟันงอกช่วงอายุ 6-10 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 6-7 ปี
  • ฟันตัดหน้าซี่ข้าง ล่าง 2 ซี่ (Lateral Incisor) ฟันงอกช่วงอายุ 10-16 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 7-8 ปี
  • ฟันเขี้ยว ล่าง 2 ซี่ (Canine หรือ Cuspid) ฟันงอกช่วงอายุ 17-23 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 9-12 ปี
  • ฟันกรามซี่แรก ล่าง 2 ซี่ (First Molar) ฟันงอกช่วงอายุ 14-18 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 9-11 ปี
  • ฟันกรามซี่ที่สอง ล่าง 2 ซี่ (Second Molar) ฟันงอกช่วงอายุ 23-31 เดือน ฟันหลุดช่วงอายุ 10-12 ปี
สุขภาพฟันของลูก

ฟันน้ำนมคู่แรกจะงอกขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกันในขณะที่เด็กมีอายุประมาณ 6 เดือน และฟันคู่ถัดมาด้านซ้ายและขวาจะงอกขึ้นเรื่อย ๆ จนครบฟันบน 10 ซี่ และฟันล่าง 10 ซี่ เมื่ออายุประมาณ 2 ปีครึ่ง ถึง 7 ปี โดยเด็กผู้หญิงมักจะมีฟันงอกขึ้นมาเร็วกว่าเด็กผู้ชาย และจะเริ่มหลุดร่วงเพื่อให้ฟันแท้มาแทนที่เรื่อย ๆ จนฟันแท้ครบ 32 ซี่ เมื่ออายุประมาณ 13 ปี

ในกระบวนการเกิดฟันน้ำนม จะพบอาการที่เป็นผลกระทบโดยทั่วไป คือลูกจะมีน้ำลายไหล และจะมีเหงือกบวมแดงก่อนฟันจะแทรกตัวงอกขึ้นมา ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวด อาจรบกวนการนอนและการรับประทานอาหารได้ แต่หากมีอาการรุนแรง เช่นมีไข้ ท้องร่วง หรือมีอาการชักกระตุกตัวเกร็ง คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

วิธีรับมือกับฟันน้ำนมที่งอกใหม่

หากลูกมีอาการต่าง ๆ ที่ไม่รุนแรงซึ่งเกิดจากฟันน้ำนมงอก อย่างอาการน้ำลายไหล เหงือกบวมแดงทำให้เจ็บปวด พ่อแม่สามารถบรรเทาอาการของลูกได้ในเบื้องต้น เช่น

  • น้ำลายไหลมากเป็นส่วนหนึ่งของการมีฟันงอกใหม่ พ่อแม่ควรใส่ใจดูแลเช็ดน้ำลายและคราบที่ไหลออกมาที่ปากและคาง ทำความสะอาดเสื้อผ้าและผ้ากันเปื้อนอยู่เสมอ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นทาผิวเพื่อป้องกันอาการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นได้
  • ใช้นิ้วสะอาด หรือใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำถูเหงือกของเด็กเบา ๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น ช้อน หรือห่วงยางกัดสำหรับเด็ก ให้เด็กกัดไว้ แต่ต้องไม่มีอุณหภูมิที่เย็นจนเกินไป
  • หากมีอาการปวดบวมมาก ให้ลูกกินแก้ปวดอย่างพาราเซตามอล หรือ ไอบูโพรเฟน ในปริมาณที่เหมาะสมกับอายุ โดยไม่ควรใช้ยาที่มีส่วนผสมของเบนโซเคน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเมทฮีโมโกลบินในเลือดสูง ซึ่งจะลดปริมาณออกซิเจนในเลือดลงทำให้เกิดอันตรายได้
สุขภาพฟันของลูก

ส่วนด้านการรับประทานอาหาร หากเด็กมีฟันขึ้น พ่อแม่ควรหาอาหารแข็งเพื่อฝึกหัดให้เด็กใช้ฟัน อย่างพวกแตงกวาหรือ แครอทที่ปอกแล้ว โดยต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอาหารติดคอ

วิธีรักษาความสะอาดช่องปาก

สุขภาพฟันของลูก

การดูแลความสะอาดในช่องปากลูก เพื่อช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุ ควรเริ่มเมื่อลูกอายุได้ประมาณ 4 เดือน แม้จะเป็นช่วงที่ยังไม่มีฟันขึ้นเลยก็ตาม โดยการใช้ผ้าสะอาด ชุบน้ำอุ่นพอหมาด ๆ เช็ดที่บริเวณสันเหงือก กระพุ้งแก้ม วันละ 2 ครั้ง เช้า และเย็น

นอกจากช่วยทำให้ปากสะอาด ไม่เกิดเชื้อราแล้ว ยังมีผลให้ลูกมีความเคยชิน กับการมีสิ่งของเข้าปาก และจะยอมรับการแปรงฟันโดยง่าย เมื่อถึงเวลาที่ต้องแปรงฟัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะเริ่มแปรงฟันให้เด็ก เมื่อเด็กมีฟันกรามน้ำนมขึ้นแล้ว คือ อายุประมาณขวบครึ่ง เนื่องจากฟันกรามน้ำนม มีด้านบดเคี้ยว ที่มีร่องลึก และในช่วงเวลานี้ เด็กมีการรับประทานอาหารหลายอย่าง นอกเหนือจากนม การแปรงฟันจะช่วย กำจัดเศษอาหาร ที่ตกค้างตามร่องฟัน ได้ดีกว่าใช้ผ้าเช็ดฟัน

โดยสรุปก็คือ

  1. ให้ทารกดูดน้ำตาม หลังดูดนมขวด เพื่อชะล้างคราบนมที่ตกค้างในปาก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปากจะลดลง
  2. ไม่ปล่อยให้หลับคาขวดนม เพราะจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุลุกลามอย่างรวดเร็ว
  3. เมื่อเป็นทารกหลังจากให้นมควรทำความสะอาดปากอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ด้วยผ้าหรือสำลีชุบ น้ำเช็ดทำความสะอาด เมื่อฟันยังไม่ขึ้นหรือขึ้นเพียง 2 – 3 ซี่ เมื่อฟันขึ้นหลายซี่ นอกจากใช้ผ้า เช็ด ควรหาแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนมาก ๆ แปรงฟันให้ลูกด้วย
  4. พอวัยขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มแปรงฟันให้ โดยยังไม่ ต้องใช้ยาสีฟัน
  5. เมื่อฟันน้ำนมขึ้นครบแล้วหรืออายุ 2 ปี ขึ้นไป ควรจัดให้ลูกได้กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะ เนื้อสัตว์ ผักสด และผลไม้สด เพราะนอกจากจะได้คุณค่าต่อร่างกาย ยังทำให้ฟันทำหน้าที่บด เคี้ยวเต็มที่กระตุ้นให้ขากรรไกร และใบหน้าเจริญสมบูรณ์    
  6. ควรพยายามให้ดื่มนมสดเป็นประจำ เพราะมีประโยชน์ต่อร่างกาย และเสริมสร้างกระดูกและฟันให้  สมบูรณ์ ต้องควบคุมการทำความสะอาดฟัน เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่สามารถทำได้เองถูกต้อง   
  7. ควรพาไปหาทันตแพทย์เป็นประจำหรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่ยังไม่มีอาการใด ๆ เพราะจะสร้างความคุ้นเคย และตรวจสุขภาพช่องปากด้วย  
สุขภาพฟันของลูก

เลือกแปรง และยาสีฟันให้ลูกอย่างไร ?  

ปัจจุบันมีแปรงสีฟันสำหรับเด็กวางจำหน่ายมากมายตามห้างร้าน หรือแม้แต่ทาง online รูปร่างแปลกตา สีสัน   ทีเดียว พ่อแม่หลายท่านสับสนเป็นอย่างมากว่า ควรเลือกแปรงสีฟันให้ลูกอย่างไรดี เคล็ดลับง่าย ๆ ในการเลือก  แปรงสีฟันให้ลูกอย่างเหมาะสม คือ  

  • ขนแปรงไนล่อน – ขนไนล่อนจะนุ่มและแผ่กระจายทำความสะอาดซอกฟันได้ดีที่สุด
  • หน้าตัดตรง – ขนแปรงที่หน้าตัดตรง จะขจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดีกว่าหน้าตัดแปรงโค้งมน หรือมีความสูงต่าง ๆ กัน
  • ปลายขนแปรงมนกลม – จะทำให้เกิดการฉีกขาดของเหงือกน้อยกว่าปลายขนแปรงที่คม
  • ขนาดเหมาะสมกับปากลูก – เลือกขนาดที่พอเหมาะกับช่องปากลูกจะทำให้แปรงฟันได้ทั่วถึงทุกซี่โดยลูกไม่รู้สึกเจ็บ
  • ด้ามจับถนัดมือคุณพ่อคุณแม่ – ในช่วงลูกยังเล็กคุณพ่อคุณแม่ยังต้องช่วยแปรงฟันให้ลูกอยู่ ฉะนั้นด้ามแปรงสีฟันต้องเป็นด้ามที่คุณพ่อคุณแม่จับได้ถนัดมือ จะได้เพิ่มประสิทธิภาพให้แปรงฟันลูกได้สะอาดรวดเร็ว

การแปรงฟันในเด็กที่เล็กมากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาสีฟัน เพราะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ยังควบคุมการกลืนได้ไม่ดีนัก โดยเด็กส่วนใหญ่ จะกลืนยาสีฟันขณะแปรงฟัน ซึ่งหากเป็นยาสีฟัน ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ การกลืนยาสีฟันบ่อยๆ อาจทำให้เด็กได้รับปริมาณ สารฟลูออไรด์มากเกินไป ซึ่งจะส่งผลเสียต่อฟัน ที่กำลังสร้างตัว ทำให้เกิดฟันตกกระได้ หากต้องใช้ยาสีฟัน ก็ควรเลือกใช้ยาสีฟันของเด็ก ซึ่งมีส่วนผสมของฟลูออไรด์น้อยกว่า ของผู้ใหญ่ และใช้แตะเพียงแค่ปลายขนแปรงเพียงเล็กน้อย หรือใช้ขนาดที่ไม่เกินเม็ดถั่วเขียว ก็เพียงพอแล้ว

ช่วยลูกแปรงฟัน

การแปรงฟันให้เด็กเล็กมาก ๆ ควรให้ลูกอยู่ในท่าที่สบาย โดยมากจะให้นอนตัก ในที่มีแสงสว่างพอเพียง แล้วคุณพ่อคุณแม่จึงแปรงฟันให้ เมื่อลูกโตขึ้น วิธีที่นิยม คือ ผู้ที่แปรงฟันให้ จะอยู่ด้านหลัง แล้วใช้มือด้านซ้ายจับคางไว้ เพื่อให้นิ่ง และเงยหน้าเล็กน้อย วิธีการแปรงฟันให้เด็กเล็ก ให้วางขนแปรงตั้งฉากกับฟันที่จะแปรง แล้วถูไปมาในแนวขวาง โดยขยับไปมาสั้นๆ แล้วจึงเลื่อนแปรงไปตำแหน่งถัดไป

การที่จะแปรงฟันให้ครบทุกซี่ ทุกด้าน โดยป้องกันการหลงลืม ควรแปรงฟันอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มแปรงฟันจากฟันบน ด้านติดแก้มขวาสุด วนมาทางซ้าย แล้วเริ่มแปรงฟันล่างด้านติดแก้มด้านซ้าย วนมาทางขวา แล้วจึงแปรงฟันบนด้านเพดานปาก วนในลักษณะเช่นเดิม จากนั้นจึงแปรงฟันด้านบดเคี้ยวทั้ง 4 ด้าน ด้วยการถูไปมาเช่นเดียวกัน ขั้นสุดท้าย คือ การแปรงลิ้นให้เด็ก ด้วยการปัดขนแปรงออกเบาๆ ที่บริเวณผิวด้านบนของลิ้น ในการแปรงฟันให้เด็ก ควรใช้นิ้วมือข้างที่จับคางเด็ก ช่วยกันกระพุ้งแก้มเด็ก ในบริเวณที่แปรงฟัน เพื่อป้องกันไม่ให้แปรงสีฟัน กระแทกกับเนื้อเยื่ออ่อนในปากเด็ก การแปรงฟันให้เด็กเล็ก อย่างน้อยควรแปรงวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้า และก่อนนอน เช่นเดียวกับการแปรงฟันทั่วไป

นมแม่ช่วยบำรุงฟัน

นมแม่ เป็นอาหารที่สะอาด และมีประโยชน์ที่สุดสำหรับทารก มีลักษณะเป็นอาหารธรรมชาติ ประกอบกับวัยทารก ยังมีความต้องการรับประทานอาหาร จากภายนอกน้อยอยู่แล้ว การสะสมคราบอาหารบนตัวฟันจึงมีน้อย และนมแม่ก็ไม่มีคุณสมบัติเกาะติดฟัน เพราะไม่มีความเข้มข้น และการตกตะกอน เหมือนนมผงผสม นอกจากนั้นนมแม่ก็จะมีคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน รวมทั้งอาหารบำรุงฟัน ซึ่งได้แก่ แคลเซียม

ดื่มนมจากขวดอย่างไร ฟันไม่ผุ

Teeth

ในปัจจุบัน เด็กเล็กเป็นจำนวนมากที่เป็นโรคฟันผุ มาจากสาเหตุของ การเลี้ยงลูกด้วยนมขวด โดยวิธีการที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีคราบนมตกค้าง อยู่ในช่องปากเสมอ ซึ่งจะมีผลให้ฟันน้ำนมที่ขึ้นมาในช่องปาก อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทั้ง แบคทีเรีย และน้ำตาล ฟันจึงมีโอกาสที่จะผุได้ง่าย

การผุจากสาเหตุนี้ มักเกิดกับฟันหลาย ๆ ซี่ จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ต่อการรักษา หรือบางครั้งจำเป็นต้องถอนฟันออก เด็กก็จะมีฟันหลอเป็นระยะเวลานานหลายปี กว่าที่จะมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่ การเลี้ยงดูลูกด้วยนมขวด จึงควรให้ความเอาใจใส่ ไม่ควรให้ดูดนม จนหลับคาปาก เมื่อเริ่มมีฟันขึ้นแล้ว ควรให้น้ำตาม 1-2 ช้อนชา หลังจากที่ดูดนมแล้ว นมมื้อดึกก็ควรลดปริมาณการให้ลงเรื่อย ๆ เมื่ออายุได้ประมาณ 4-6 เดือน ก็ควรให้เลิกนมมื้อดึก

ในช่วงอายุประมาณ 6 เดือน สามารถฝึกให้ดื่มนมจากแก้วได้แล้ว และค่อย ๆ ให้เลิกดูดนมจากขวด ใช้วิธีดื่มนมจากแก้วแทน เมื่ออายุได้ประมาณขวบครึ่ง ก็ควรเลิกดูดนมจากขวดได้ และควรเลือกใช้นมรสจืด การฝึกลูกตั้งแต่เล็ก ๆ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่เด็กจะปฏิบัติตามได้โดยง่าย และไม่เกิดปัญหา เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลิกดูดนมจากขวด

อาหารมีผลต่อสุขภาพฟัน

อาหารประเภทแป้ง หรือน้ำตาล เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคฟันผุในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำตาลทราย ที่เรานำมาใส่ขนม เพื่อให้เกิดรสหวานนั้น มีผลให้เกิดโรคฟันผุได้มากกว่าน้ำตาลชนิดอื่น และเด็ก ๆ มักจะชอบขนมหวาน ดังนั้นเพื่อ สุขภาพฟันของลูก จึงควรให้การเอาใจใส่ การดูแลเรื่อง การรับประทานขนมหวานในเด็กเล็ก โดยไม่ควรให้เด็กรับประทานน้ำอัดลม น้ำผลไม้ที่มีรสหวาน ทอฟฟี่ ขนมแป้งอบกรอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถ้าเด็กเคยรับประทานตั้งแต่เล็ก ๆ ก็มักจะติดใจในรสหวาน และรับประทานขนมหวานจนเป็นนิสัย ควรฝึกให้ลูกรับกินของหวาน ในมื้ออาหาร ก็จะช่วยทำให้น้ำตาลในช่องปาก มีความเจือจาง และเกิดอันตรายแก่ฟันลดลง ร่วมกับการฝึกลูกให้กินอาหาร ที่มีประโยชน์ เป็นอาหารว่าง เช่น ผลไม้ นม

ฟันไม่สวยเพราะดูดนิ้วมือ

Teeth

เด็กโดยทั่วไปมักชอบดูดนิ้วมือ และส่วนใหญ่จะเลิกก่อนอายุ 4-5 ขวบ แต่มีเด็กบางคนที่ยังติดเป็นนิสัย ซึ่งอาจจะเกิดจากเหตุผลบางอย่าง เด็กที่ดูดนิ้วมือต่อเนื่องไป จะมีผลต่อการขึ้นของฟัน และการเจริญของขากกรรไกร ทำให้ฟันยื่นไม่สวย ฟันบน และฟันล่างสบกันไม่พอดี

ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีลูกที่ติดการดูดนิ้วมือ ก็ควรหาทางให้ลูกเลิกดูดนิ้ว แต่ไม่ควรใช้วิธีบังคับให้ลูกเลิก เด็กแต่ละคนจะใช้เวลาในการเลิกดูดนิ้วไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะทำอย่างไรที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของลูกให้ได้มากที่สุด มีคำแนะนำมาฝาก

  1. ในเด็กเล็ก ๆ ให้เน้นกิจกรรมที่ต้องใช้มือทำร่วมกัน เช่น ชวนลูกเข้าครัวช่วยคุณแม่ ช่วยถือหนังสือให้คุณพ่ออ่าน หรือเล่นปั้นแป้ง โดยไม่ควรให้ความสนใจกับพฤติกรรมดูดนิ้วของเขา
  2. ชมเมื่อลูกไม่ดูดนิ้ว เพื่อให้เขารู้สึกว่าถ้าไม่ดูดนิ้วแล้วคุณพ่อคุณแม่จะหันมาให้ความสนใจ และเห็นเขาเป็นเด็กน่าชื่นชม
  3. การให้ความสนใจด้วยการต่อว่า สั่งสอน ดุ จะยิ่งเป็นการส่งเสริมทางอ้อมหรือเวลาลูกดูดนิ้วต่อหน้าคน อย่าไปดุลูก เพราะจะทำให้ลูกเกร็ง เครียด และอาจดูดนิ้วบ่อยกว่าเดิม
  4. หมั่นตัดเล็บลูกให้สั้น และล้างมือลูกให้สะอาดอยู่เสมอ อย่าลืมสังเกตด้วยว่าที่มือของลูกมีอาการอักเสบ คัน หรือเป็นแผลจากการดูดนิ้วหรือไม่

เด็กๆ แต่ละช่วงวัยจะมีการดูแลสุขภาพช่องปากที่แตกต่างกัน คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลปากและฟันของลูก โดยเริ่มตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงวัยที่ฟันขึ้น เพื่อ สุขภาพฟันของลูก ควรหัดให้ลูกดูแลรักษาสุขภาพช่องปากตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เด็กๆ เห็นว่าการดูแลปากและฟันเป็นเรื่องที่สำคัญ

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
error: Content is protected !!
Close