About Kids

ส่งลูกเข้าอนุบาล

เชื่อแน่ว่าพอลูกอายุสองขวบกว่า ๆ คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีเรื่องให้คิดให้กังวลกับการ ส่งลูกเข้าอนุบาล มีคำถามมากมายที่จะเกิดขึ้น MamyKid ได้รวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่พอจะช่วยเป็นคำตอบให้คุณพ่อคุณแม่ได้บ้าง ไปลองอ่านกันดูค่ะ

เตรียมอนุบาลจำเป็นไหม ?

อยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองถามกันดูก่อนว่า มีความจำเป็นสำหรับครอบครัวตัวเองไหมที่จะพาลูกไปเข้าเตรียมอนุบาล หรือ จริง ๆ แล้ว ก็คือ เนิร์สเซอรี่ รับฝากเลี้ยงนั่นเอง  

การเรียนการสอนในระดับเตรียมอนุบาลนี้ จะไม่ได้เน้นด้านวิชาการ แต่จะเน้นด้านระเบียบวินัย การเข้าสังคม การช่วยเหลือตัวเอง และการปรับตัวมากกว่า  เราลองมาแยกแยะข้อดีข้อเสียของการส่งลูกเข้าเตรียมอนุบาลกันดู

ข้อดี

  • ลูกได้เข้าสังคมกับเด็กคนอื่น ๆ ก่อน ทำให้ปรับตัวได้เร็วกว่า
  • เด็กที่อยู่บ้าน มักขาดการฝึกฝนในเรื่องของระเบียบวินัย การเข้าเรียนในระบบของโรงเรียนจะทำให้ลูกมีวินัยมากขึ้น
  • คุณพ่อคุณแม่จะได้เห็นพัฒนาการทางด้านร่างกาย และความคิดของลูกมากขึ้น เพราะลูกได้แสดงออกอย่างเต็มที่
  • เด็กที่มีปัญหาติดแม่ กลัวคนแปลกหน้า มีพฤติกรรมเก็บตัว ไม่กล้าแสดงออก เมื่อเข้าเตรียมอนุบาลแล้วจะทำให้พฤติกรรม ต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนดีขึ้นได้
  • มีกิจกรรมทำมากกว่าการอยู่บ้าน และยังเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ ช่วยพัฒนาทักษะทางร่างกายและความคิด

ข้อเสีย

  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  • ลูกอาจป่วยบ่อย เพราะมีเด็กอยู่รวมเป็นกลุ่มใหญ่ เด็กเล็กที่ยังมีภูมิต้านทานน้อย การได้อยู่ร่วมกันในเด็กหลาย ๆ คนโอกาสติดเชื้อโรคจะมีมากกว่าเด็กโต
  • บางโรงเรียน รับเด็กต่อห้องจำนวนเยอะ และมีครูดูแลเพียงไม่กี่คน อาจทำให้ลูกไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร
  • ลูกอาจซึมซับพฤติกรรมที่ไม่ดีจากเพื่อน ๆ หรือครูมาใช้ที่บ้าน เช่น พูดไม่เพราะ ก้าวร้าว
ส่งลูกเข้าอนุบาล

กี่ขวบถึงเข้าอนุบาล

คำถามที่หลาย ๆ คนสงสัย คือ ส่งลูกเข้าอนุบาล กี่ขวบ บางอนุบาลก็รับตอน 3 ขวบ บางโรงเรียนก็ว่าต้องมีเกณฑ์เข้าตอน 4 ขวบ ตกลงลูกต้องเข้าเรียนตอนกี่ขวบกันแน่?

เมื่อปี 2562 กระทรวงศึกษาธิการได้สั่ง Set Zero การรับเด็กอนุบาลใหม่ โดย สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) จะไม่รับเด็กอนุบาล 1 เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน จึงให้ อปท. (สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)  และ สช. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน) ทำหน้าที่รับเด็ก 3 ขวบหรืออนุบาล 1 เป็นต้นไปแทน (ก็คือโรงเรียนส่วนท้องถิ่นและโรงเรียนเอกชนนั่นเอง) ส่วนสพฐ. จะเริ่มต้นรับเด็กอายุ 4 ขวบ (อนุบาล 2) และอายุ 5 ขวบ (อนุบาล 3)

จะเห็นได้ว่า โดยทั่วไปแล้วอายุที่เหมาะสมในการเริ่มต้นเข้าโรงเรียนของเด็ก ไม่ว่าจะอยู่ที่ท้องถิ่นหรือโรงเรียนเอกชน คือ 3 ขวบขึ้นไป เนื่องจากในช่วงวัยนี้ เจ้าตัวน้อยเริ่มมีความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น และมีความพร้อมสำหรับพัฒนาการด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น อาทิเช่น ทางด้านร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือมัดเล็กใหญ่ ที่พร้อมจะหยิบจับขยับเคลื่อนไหว ประสาทสัมผัสต่าง ๆ การใช้สายตาในการมองแยกแยะ พัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญา ที่สามารถการสื่อสารโต้ตอบบอก และแสดงความต้องการ ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และการเริ่มเข้าสังคมกับเพื่อนใหม่

เตรียมความพร้อมให้ลูกยังไง

การเตรียมความพร้อมในการ ส่งลูกเข้าอนุบาล จึงสำคัญไม่แพ้การหาโรงเรียนให้ลูกเลย คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมความพร้อมในการเข้าอนุบาล ให้ลูกเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่ลูกจะได้มีทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน และไม่ร้องไห้โยเยให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่ และคุณครูต้องลำบากใจในวันแรกของการไปเรียน ซึ่งการเตรียมความพร้อมนี้ ควรทำตั้งแต่ตอนที่ลูกอยู่ในช่วง 3 ขวบปีแรก เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมให้ลูกนั้นมีอยู่มากมาย เช่น

  • เตรียมร่างกายของลูกให้พร้อม – ให้ลูกทานอาหารที่มีประโยชน์ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ให้ลูกได้ออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ลูกมีร่างกายที่แข็งแรงอยู่เสมอ ให้วัคซีนลูกอย่างครบถ้วน อย่าลืมว่า โรงเรียนอนุบาล เป็นสถานที่แพร่เชื้อโรคระบาดต่าง ๆ ได้ง่าย
  • ฝึกให้ลูกเลิกขวดนม – หากลูกยังติดขวดนม  หรือนอนไม่ได้ถ้าขาดขวดนม ไม่เพียงแต่จะทำให้ฟันของลูกมีปัญหา แต่ยังเสี่ยงต่อฟันผุ และมีผลต่อการเข้าเรียนของลูกด้วย ฉะนั้น เมื่อลูกเข้าสู่วัยหัดเดินหรือภายในวัย 1-2 ขวบ คุณแม่คุณแม่ควรเริ่มฝึกให้ลูกเลิกขวดนม แล้วหันมาดื่มนมจากหลอดหรือแก้วได้แล้ว
  • ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง – เมื่อลูกไปโรงเรียน เขาก็จะเข้าไปอยู่ในอีกสังคมหนึ่ง และไม่มีคนมาดูแลใกล้ชิดเหมือนอยู่ที่บ้านอีก ลูกของคุณจึงควรช่วยเหลือตัวเองได้ นอกจากนี้ เด็กที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดีกว่า ก็จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับโรงเรียนได้ดีกว่าอีกด้วย
    • ฝึกนั่งกระโถน -เด็กบางคนไม่ยอมเข้าห้องน้ำระหว่างที่อยู่ที่โรงเรียนเลย เพราะเขานั่งกระโถนไม่เป็น ใส่แต่แพมเพิส ฉะนั้น ก่อน 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองในเรื่องนี้ได้แล้ว ซึ่งการสอนให้ลูกนั่งกระโถน ไม่ใช่เรื่องยาก เด็กวัย 2-3 ขวบสามารถฝึกได้แล้ว แค่พ่อแม่ต้องมีเวลา คอยชวนลูกไปนั่งกระโถนหรือเข้าห้องน้ำเป็นเวลาต่อเนื่อง จนกว่าลูกจะฝึกสำเร็จ เมื่อเขาเข้าห้องน้ำเป็นแล้ว เวลาถึงวัยเข้าเรียน เขาก็จะดูแลตัวเองได้
    • ฝึกให้กินข้าวเอง – เด็กวัย 2.5 – 3 ขวบ ในโรงเรียนอนุบาลจะต้องรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกัน และทานด้วยตัวเอง ไม่มีคุณครูมานั่งป้อนเหมือนตอนอยู่บ้าน ฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกมีวินัย รู้จักรับประทานอาหารเอง ตักอาหารทานด้วยตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเข้าสู่วัยเรียน เขาจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระให้กับครูที่โรงเรียน  
    • ฝึกให้ลูกแปรงฟันเอง – คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจการดูแลสุขภาพของช่องปาก ฉะนั้น การสอนให้ลูกมีวินัย รู้จักแปรงฟันตอนเช้า และก่อนเข้านอน ทำให้เป็นกิจวัตประจำวัน ลูกก็จะรู้จักแปรงฟันเอง เป็นเด็กรักสะอาด ฟันไม่ผุ และมีฟันน้ำนมที่แข็งแรง เมื่อถึงวัยเข้าเรียน เด็กอนุบาลต้องแปรงฟันก่อนนอน ลูกก็สามารถดูแลตัวเองได้
  • สอนให้รู้จักใช้ภาษาสื่อสาร – สอนให้ลูกบอกความต้องการของตัวเองได้ เพราะเวลาที่ลูกอยู่ที่โรงเรียน คุณครูอาจจะไม่รู้ใจลูกเสียทุกอย่างเหมือนคุณพ่อคุณแม่ จึงต้องฝึกลูกให้สามารถบอกได้ว่า ต้องการอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร
  • ส่งเสริมทักษะการเข้าสังคมให้ลูก – เด็กวัยอนุบาลจะต้องรู้จักแบ่งปัน แบ่งของเล่น และเล่นกับคนอื่นเป็น ควรเริ่มจากการที่คุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูกก่อน เช่น ให้ลูกแบ่งของเล่นให้คุณพ่อคุณแม่เล่นบ้าง เมื่อลูกสามารถเล่นกับคนอื่นได้ ก็เท่ากับเป็นการเรียนรู้การเข้าสังคมในระดับเบื้องต้นแล้ว เวลาฝึกจะต้องไม่บังคับลูกจนเกินไป เพราะยิ่งบังคับ ก็จะยิ่งทำให้ลูกหวงของมากขึ้น
  • ฝึกให้ลูกรู้จักการอดทนรอคอย – การฝึกให้ลูกรู้จักการรอ ต้องค่อยๆ ฝึกทีละน้อย และให้ลูกรอในสิ่งที่รอแล้วได้ ไม่ใช่รอแล้วไม่ได้ เพราะลูกจะรู้สึกผิดหวัง เช่น ลูกอยากเล่นอะไรบางอย่างที่ยังไม่ถึงเวลา คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้ลูกรอครู่หนึ่ง โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะชวนลูกคุย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของลูก และช่วยให้ลูกรอนานขึ้นได้
  • ฝึกให้ลูกรู้จักดูแลสิ่งของ – โดยธรรมชาติของเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กวัยอนุบาล เขาจะยังห่วงเล่น และมักจะเพลิดเพลินกับการเล่น จนอาจหลงลืมกับของใช้ส่วนตัว ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรฝึกให้ลูกจำสิ่งของของตัวเอง รู้ว่าของวางไว้ตรงไหน และบอกได้ว่าอะไรเป็นของเขา เพื่อที่เขาจะได้ดูแลสิ่งของของตัวเองได้
  • สร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน – พูดถึงโรงเรียนในแง่ดี อย่าใช้คำที่ทำให้เห็นว่าโรงเรียนเป็นสิ่งที่น่ากลัว หรือเป็นการลงโทษ เช่น ถ้าดื้อมาก ๆ หรือร้องไห้ไม่หยุด จะส่งไปอยู่กับคุณครูที่โรงเรียน เพราะจะทำให้ลูกวิตกกังวล มองว่าโรงเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ดี และต่อต้านการไปโรงเรียนมากขึ้นได้ ในขณะเดียวกัน ก็อย่าสร้างความคาดหวังที่ไม่มีจริงให้กับลูก หรือพูดราวกับโรงเรียนคือสถานที่มหัศจรรย์ ควรพูดถึงโรงเรียนในแง่บวกทั่ว ๆ ไปตามความเป็นจริง
  • สร้างความคุ้นเคยกับโรงเรียน – พาลูกไปดูโรงเรียน เพื่อทำความคุ้นเคยกับสถานที่ก่อนเปิดเทอมวันแรก และพาลูกไปสัมผัสห้องเรียนที่ลูกใช้เรียนจริง ถ้าทำได้ ควรพาลูกไปทำความคุ้นเคยกับสถานที่ใหม่ ๆ คนใหม่ ๆ เช่น ไปบ้านเพื่อนแม่ที่มีเด็ก เปลี่ยนกิจกรรมและสถานที่ทำกิจกรรมให้หลากหลาย รวมถึงพาลูกไปร่วมกิจกรรมของโรงเรียน ก่อนเปิดเทอมจริง เพื่อที่เด็ก ๆ จะได้ทำความคุ้นเคยและเล่นด้วยกันก่อน
  • สร้างความมั่นใจว่าคุณจะไม่ทิ้งลูก – นี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะลูกของคุณอยู่ในวัยที่กลัวการพลัดพราก การไปโรงเรียนจะทำให้ลูกกังวลว่า จะไม่ได้เห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่อีก คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความมั่นใจกับลูกว่า จะไปรับลูกกลับแน่ ๆ และอาจจะบอกให้ลูกเข้าใจอย่างง่ายๆว่า เมื่อไรจึงจะมารับลูกกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรไปรับลูกให้ตรงเวลา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกด้วย

ปัญหาเมื่อวันไปโรงเรียน

ได้เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องส่งลูกไปโรงเรียนอนุบาลวันแรกกันแล้ว  เป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกจะต้องร้องไห้งอแง โดยทั่วไปเด็กแต่ละคนอาจร้องนานไม่เท่ากัน เช่น บางคนร้องไห้อยู่ 1-2 วันแรกก็หยุด บางคนอาจร้อง 1-2 สัปดาห์ บางคนร้อง 1-2 เดือนขึ้นกับพื้นฐานอารมณ์ของเด็กแต่ละคน การปรับตัว การเลี้ยงดูและท่าทีของพ่อแม่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ความเข้าใจ ช่วยประคับประคอง ลูกก็จะผ่านช่วงนี้ไปได้ อีกทั้งคุณครูส่วนใหญ่จะมีทักษะที่ดีมาก ๆ ในเรื่องการปลอบ และเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กไปจากพ่อแม่ได้

การต่อต้านไปโรงเรียนของลูกเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและลูกปรับตัวเข้ากับโรงเรียนได้แล้ว ปัญหานี้จะค่อย ๆ หายไปเอง ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมแสดงออกที่รุนแรง ดังนี้

  1. มีปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงจนเริ่มก้าวร้าว เช่น ขว้างข้าวของ ทำร้ายหรือทุบตีพ่อแม่
  2. ลูกมีอารมณ์ซึมเศร้าต่อเนื่อง ดูไม่มีความสุข เก็บตัว ร้องไห้บ่อย ๆ
  3. มีอาการทางกายบ่อย ๆ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง มักจะเป็นเฉพาะตอนเช้าจะไปโรงเรียน หรือกลางคืนก่อนวันที่จะไปโรงเรียน วันเสาร์อาทิตย์มักจะไม่เป็น ควรตรวจร่างกายลูกก่อนว่าไม่ได้มีโรคหรือความเจ็บป่วยซ่อนอยู่จริง ๆ
  4. แสดงอาการต่อต้านโรงเรียนต่อเนื่องกันนานหลายเดือน และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น

หากเกิดขึ้นกับลูกคุณ แสดงว่าปัญหาอยู่ในระดับที่รุนแรง ควรไปปรึกษากุมารแพทย์ หรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขกันต่อไปค่ะ

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเมื่อส่งลูกไปโรงเรียน

  • ควรยืนยัน และบอกลูกว่าจะมารับเมื่อไหร่ ถึงแม้ว่าเด็กวันอนุบาลยังไม่เข้าเรื่องเวลาดีนัก แต่การบอกเวลาให้เด็กเข้าใจง่าย ๆ จะช่วยให้ลูกมีความหวัง รู้จักรอเวลาที่พ่อแม่จะมารับ
  • ควรมารับลูกตรงเวลาโดยเฉพาะช่วงวันแรก ๆ  เพราะการมารับช้าผิดเวลา จะยิ่งทำให้ลูกคิดว่าจะถูกพ่อแม่ทอดทิ้งให้อยู่เดียว วันต่อไปก็จะเกิดอาการไม่อยากไปโรงเรียนอีก
  • ถ้าได้รับโทรศัพท์จากคุณครูว่าลูกขอให้โทรมา ให้พ่อแม่มารับกลับบ้าน ไม่ควรรับกลับ ยกเว้นกรณีเจ็บป่วย มิฉะนั้นลูกจะเกิดความเคยชินว่าจะได้กลับบ้านทุกครั้งที่ร้องขอ

สำหรับเด็กเล็กที่มีความพร้อมและดูแลตัวเองได้ หรือกรณีที่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องทำงาน การส่งลูกเข้าเรียนในวัยก่อนเรียน หรือตามเกณฑ์ก็สามารถทำได้ แต่สำหรับเด็กที่ยังไม่มีความพร้อม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจและสุขภาพร่างกาย ก็ควรส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อจะได้เรียนรู้และมีพัฒนาการดี ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสมวัย ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจจะมีความพร้อมที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูแลและช่วยฝึกของพ่อแม่ในช่วงก่อนวัยเรียนด้วย

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close