Lifestyle

อินทผลัม

ผลไม้ยอดฮิตสำหรับยุคนี้ต้องยกให้ อินทผลัม หรือ หลายคนเรียกว่า อินทผาลัม ในช่วงก่อนหน้านี้เรามักจะคุ้นตากับอินทผลัม ที่มาในรูปแบบของผลไม้ตากแห้ง นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นผลรี ๆ เล็ก ๆ แห้ง ๆ สีน้ำตาลเข้ม วางขายอยู่ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ในราคาที่ค่อนข้างสูง  

จนเมื่อสัก 1 – 2 ปี ที่ผ่านมานี้เราจะเริ่มเห็น อินทผลัม ผลสด แขวนขายตามข้างทาง หรือ ในซุปเปอร์มาเก็ต กันมากขึ้น จึงค่อนข้างเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับคนไทย เรื่องราคานั้นก็สูงเสียจน เรียกได้ว่า ต้องเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนเท่านั้น

ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มมีการปลูกอินทผลัม ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย แต่ยังมีผลผลิตไม่มากพอต่อความต้องการของตลาด ถึงราคาจะค่อนข้างสูง แต่ผู้บริโภคก็ยังสามารถซื้อรับประทานได้ เพราะผลผลิตมีน้อยตลาดที่รับส่วนใหญ่จะเป็นตลาดบน ตามห้างสรรพสินค้า และผู้บริโภคที่มาสั่งจองถึงสวน

ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีการปลูกอินทผลัมกันมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขนาดลงขายในตลาดนัด ตอนนี้ยังอยู่ในระดับสูง ประมาณกิโลกรัมละ 300 – 1,000 บาทเลยทีเดียว ถ้าผลผลิตออกเยอะจริง ๆ คงต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปีขึ้นไป ถึงจะมีราคาลดต่ำลง

เพียงข้อมูลเท่านี้ ก็ทำให้เจ้าอินทผลัมนี่ น่าสนใจขึ้นมามากแล้วใช่มั้ยคะ  เรามาลองทำความรู้จักกันแบบลึก ๆไปกับ MamyKid กันเลยค่ะ

Dates

อินทผลัม (อ่านว่า อิน-ทะ-ผะ-ลำ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542) หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Dates มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phoenix dactylifera L. เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตได้ดี ในบริเวณที่มีอากาศร้อน และแห้งแล้ง เช่น ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ผลมีทั้งขนาดเล็ก และ ใหญ่ ออกเป็นช่อ รสหวานฉ่ำ รับประทานได้ทั้งผลดิบ และ ผลสุก เมื่อนำผลสุกไปตากแห้ง จะสามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี และจะมีรสชาติหวานจัดมากขึ้น จนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผลไม้เชื่อม

จัดเป็นพืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายสายพันธุ์ เป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีในเขตที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งอย่างทะเลทราย โดยอินทผลัมมีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง ประเทศที่ผลิตอินทผลัมรายใหญ่ได้แก่ อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน อาหรับ แอลจีเรีย เรียงตามลำดับ

เนื่องจากเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง เหมาะกับหลายพื้นที่ในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าอินทผลัมจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายแต่มีราคาค่อนข้างสูงมาก และส่วนมาก มีแต่อินทผลัมแบบแห้ง ส่วนอินทผลัมสดมีน้อยมาก ในขณะที่ผู้ผลิตในประเทศมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ผลิตส่งตลาด ดังนั้นอินทผลัมจึงมีโอกาสเติบโตในตลาดบ้านเราได้สูงอย่างแน่นอน โดยทั่วไปอินทผลัมจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2-4 ปีก็จะผลิดอกออกผล ซี่งอัตราการให้ผลผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 150 – 250 กิโลกรัม/ต้น/ปี พื้นที่ 1 ไร่ปลูกได้ 25 ต้น

อินทผลัม

ลักษณะของอินทผลัม

ต้นอินทผลัม มีลำต้นมีความสูงประมาณ 30 เมตร ขนาดของลำต้น 30-50 เซนติเมตร ลักษณะของใบเป็นแบบขนนกยาวแหลมติดอยู่บนต้นประมาณ 40-60 ก้าน แต่ละใบมีทางยาวประมาณ 3-4 เมตร ใบย่อยจะพุ่งออกแบบหลากหลายทิศทาง และดอกจะออกเป็นช่อ ออกดอกบริเวณโคนกาบใบ

ลูกอินทผลัม มีลักษณะเป็นผลทรงกลมรี ออกเป็นช่อ มีความยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีรสหวานฉ่ำ สามารถรับประทานได้ทั้งผลดิบ และผลสุก โดยผลอินทผลัมสด จะมีสีเหลืองไปจนถึงสีส้ม และเมื่อแก่จัดผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) พัฒนาการของผลอินทผลัมจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะผลดิบ > ระยะสมบูรณ์ > ระยะสุกแก่ > ระยะผลแห้ง โดยผลอินทผลัมสุก สามารถนำไปตากแห้งเก็บไว้รับประทานได้หลายปี และจะมีรสชาติหวานจัด เหมือนกับการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์การขยายพันธุ์อินทผลัม สามารถทำได้ 3 วิธี คือ เพาะจากเมล็ด แยกหน่อจากต้นแม่ และ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  

เพาะจากเมล็ด

การขยายพันธุ์จากเมล็ดจะมีข้อดี คือ ขยายพันธุ์ปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว โดยมีต้นทุนในระยะแรกต่ำกว่าวิธีอื่น แต่เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ การขยายพันธุ์โดยเมล็ด โอกาสที่จะได้เป็นต้นตัวผู้ และต้นตัวเมียมีอย่างละครึ่ง และจะไม่สามารถทราบเพศของต้นอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ต้องปลูกไว้ และรอจนกว่าอินทผลัมจะออกดอกก่อนจึงจะทราบเพศ

ถึงแม้ว่าจะได้ต้นตัวเมียไปปลูก แต่คุณภาพผลอินทผลัม ก็จะไม่เหมือนกับต้นแม่ เนื่องจากผลอินทผลัมเป็นผล ที่ได้จากการผสมเกสรข้ามต้น จึงถือว่าเมล็ดที่ได้เป็นพันธุ์ลูกผสมไม่ใช่พันธุ์แท้ ซึ่งไม่สามารถเรียกชื่อเดียวกับต้นแม่ได้ ทั้งนี้คุณภาพของผลอินทผลัม ทั้งในเรื่องของขนาด หรือรสชาดอาจจะแย่ลง หรือใกล้เคียงต้นแม่พันธุ์เดิม หรือดีขึ้นก็ได้ แต่มีเพียงส่วนน้อยมากที่คุณภาพจะดีขึ้น ส่วนมากจึงนิยมใช้ตันที่เพราะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อความมั่นใจในสายพันธุ์ เเละความคุ้มค่ามากกว่าการเพาะเมล็ด

แยกหน่อจากต้นแม่

การขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อเราเรียกว่า “การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ” ซึ่งเป็นวิธีการในการขยายพันธุ์อินทผลัมที่ใช้กันมานานแล้ว โดยอาจจะใช้มานานนับพันปี การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ จะได้อินทผลัมพันธุ์แท้ โดยหน่อจะมีคุณลักษณะที่เหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ หน่อจะเกิดขึ้นที่บริเวณซอกใบ โดยอาจจะต้องใช้เวลา 4 – 6 ปี กว่าที่จะพร้อมในการนำไปปลูกได้

ตลอดอายุขัยของอินทผลัมจะมีหน่อประมาณ 20 – 30 หน่อ โดยหน่อจะทยอยเกิดขึ้นในช่วงไม่เกิน 15 ปีแรก โดยมีหน่อที่เราจะสามารถแยกไปปลูกได้ปีละ 3 – 4 หน่อ อินทผลัมที่ออกหน่อดีคือ สายพันธุ์ Zahidi, Berim และ Hayani ส่วนสายพันธุ์ที่ให้หน่อน้อยคือ Mektoum และ Barhi

ระบบรากของหน่อจากต่างจากต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด โดยต้นกล้าจะมีรากรอบ ๆ โคนต้น ส่วนหน่อจะไม่มีรากในบริเวณที่ติดกับต้นแม่ หลังจากเราแยกหน่อออกมาจากต้นแม่แล้ว เราจะต้องทำการเพาะเลี้ยงอนุบาลไว้ในเรือนเพาะชำเป็นเวลา 1 – 2 ปีก่อนจะนำไปปลูก 

ปัจจุบันในประเทศไทย ยังไม่มีการจำหน่ายหน่อพันธุ์อินทผลัมในเชิงพาณิชย์ และหากจะสั่งหน่อพันธุ์มาจากต่างประเทศ จะมีราคาสูงมาก โดยราคาหน่อพันธุ์ จะมีราคาสูงกว่าต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้หากสั่งซื้อหน่อต้นพันธุ์มาปลูกแล้ว การลงทุนด้วยวิธีนี้ในระยะแรกจะสูงที่สุด วิธีนี้จึงเหมาะกับสวนที่มีต้นเมล็ดพันธุ์อินทผลัมที่ดีอยู่แล้ว และต้องการขยายการเพาะปลูกอินทผลัมออกไป

เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้คือ การโคลนนิ่ง ต้นกล้าที่ได้จึงเป็นพันธุ์แท้ โดยจะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูง และสม่ำเสมอ สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว เหมาะสำหรับการปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าการปลูกด้วยเมล็ด ปัจจุบันการปลูกในเชิงพาณิชย์ของต่างประเทศ จะนิยมวิธีนี้ เนื่องจากสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ดีกว่า ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี และสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตได้เร็ว สามารถปลูกได้ปริมาณมาก ตามต้องการและทุกฤดูกาล ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ในระยะเวลาสั้น

สำหรับในประเทศไทย ยังไม่สามารถผลิตต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศและราคายังค่อนข้างสูงอยู่ โดยในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยอาจจะสามารถที่จะผลิตอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เอง ซึ่งจะทำให้ราคาต้นกล้าลดลงจากปัจจุบัน และลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้

สายพันธุ์ที่นิยม

อินทผลัม มีหลากหลายสายพันธุ์แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้เป็น กลุ่มกินผลสดและกินผลแห้ง สำหรับกลุ่มผลแห้งอาจไม่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย สายพันธุ์ที่เป็นที่นิยม เช่น

พันธุ์บาฮี (Barhee / Barhi)

เป็นพันธุ์ทานสดโดยเฉพาะ มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์บาฮี เป็น “แอปเปิ้ลแห่งตะวันออกกลาง” ลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้ จะมีผลทรงไข่อ้วนกลมกว่าสายพันธุ์อื่น ผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนและกลายเป็นสีเหลืองทอง จนกระทั่งเป็นเป็นสีน้ำตาลปนเหลืองเนื้อนิ่มเมื่อแก่จัด รสชาติหวานอร่อย

นิยมเก็บเกี่ยวและจำหน่ายกันแบบทะลาย เพื่อให้ขายได้ราคาดี ส่วนผลที่ร่วงจากทะลายนั้นจะได้ราคาถูกกว่า นิยมนำมาทานสดมากกว่าแบบแห้ง เพราะเนื้อจะกรอบ หวาน แต่มีรสฝาดเพียงเล็กน้อยในคำแรกเท่านั้น

อินทผลัม พันธ์ุบาฮี

พันธุ์คาลาส (Khalas)

มีถิ่นกำเนิดในประเทศ ซาอุดิอาระเบีย คำว่า Khalad มีความหมายว่า แก่นแท้หรือต้นแบบที่สมบูรณ์ ผลผลิตสายพันธุ์คาลาส มีรูปทรง เป็น สี่เหลี่ยมผืนผ้า รสชาติอร่อย มีความเหนียวหนึบเป็นคาราเมล เมื่อกินในระยะสุกงอม ในแถบอาหรับมักจะขายในรูปแบบ ผลแห้ง เป็นหลัก

อินทผลัม พันธุ์คาลาส

พันธุ์เมดจูน (Medjool)

มีแหล่งกำเนิดที่ประเทศโมร็อคโค ซึ่งปัจจุบันมีปลูกกระจายไปทั่วโลก ได้รับการยกย่อว่าเป็น ราชาแห่งอินทผลัม ด้วยผลที่โดดเด่น มีขนาดใหญ่ เมื่อผลอ่อนมสีเขียว เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อสุก และกลายเป็นสีแดง เมื่อผลแก่จัด ผลแห้งจะมีสีน้ำตาลเข้มคล้ายสีมะฮอกกานี เนื้อกึ่งแห้งเป็นทรายเล็กน้อย รสชาติหวานจัด เนื้อนุ่ม นิยมทานเป็นผลแห้ง

จุดเด่นของสายพันธุ์นี้ คือเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพสูง มีลำตันแข็งแรง ปรับตัวได้ดี ในพื้นที่ฝนชุก แต่จะอ่อนไหว กับสภาพอากาศที่ความชื้นที่สูงหรือต่ำมากเกินไป ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิต

พันธุ์เมดจูน

พันธุ์โคไนซี่ (Khonaizi)

เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสายพันธุ์หนึ่งในต่างประเทศ ได้รับสมญานามว่า “Date Crown” หรือ มงกุฎแห่งสายพันธุ์อินทผลัมนั่นเอง โคไนซี่ได้รับความนิยมก็เพราะเป็นพันธุ์ทานสดผลสีแดง และไม่ใช่แดงธรรมดา แต่เป็นสีแดงสดมาก ๆ ทานได้ในระยะทานสด และแก่จัด รสชาติมีความนุ่มละมุน อร่อย มีเสี้ยนน้อย ให้ผลขนาดกลาง มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศโอมาน แต่ได้รับความนิยมที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ทนโรค ทนแมลง แล้วก็ทนต่อความชื้นในประเทศไทยเราได้เป็นอย่างดี

จุดเด่นที่สำคัญของโคไนซี่อีกอย่างหนึ่งก็คือ สามารถปลูกแทนปาล์มประดับได้เลย เพราะลำต้นของโคไนซี่มีขนาดใหญ่กว่าอินทผลัมเกือบทุก ๆ  สายพันธุ์ ทางใบออกแบบวนเกลียวดูสวยงาม ผลสีแดงโดดเด่น ทะลายใหญ่ พวงช่อใหญ่ ผลดก สีแดง โดดเด่นเห็นมาแต่ไกล จึงสามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้อย่างสวยงาม

พันธ์โคไนซี่

วิธีการเลือกซื้อ อินทผลัม

อินทผลัม แบบผลแห้ง ก่อนซื้อ ควรสังเกต วันหมดอายุที่ข้างกล่อง และตรวจสอบสภาพของผล ที่ควรจะสุกแบบพอดี ไม่แห้ง หรือฉํ่าเละ จนเกินไป โดยปัญหาหลักของแบบแห้ง คือเรื่องของแมลงและทราย ซึ่งตรวจสอบได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายคงไม่ยอมให้ ลูกค้าเปิดกล่อง เพื่อให้พิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ดังนั้นควรเลือกซื้อยี่ห้อที่ได้รับความนิยม รวมทั้งเลือกซื้อ จากร้านที่มีความน่าเชื่อถือ และไว้ใจได้

อินทผลัม แบบผลสด สามารถเลือกซื้อได้สะดวกกว่าแบบผลแห้ง เพราะลูกค้าจะเห็นลักษณะของผลที่ชัดเจน ดังนั้น หากต้องการซื้ออินทผลัม เพื่อทานทันที หรือคาดว่าจะทานหมดภายใน 1-2 วัน ก็ควรเลือกซื้อผลสดที่ค่อนข้างสุกฉํ่า (เริ่มมีรอยสุกช้ำบริเวณส่วนของฐานผล) เพราะจะเป็นช่วงสภาพที่ผลสด มีรสชาติหวานที่สุด (ฝาดน้อย) แต่หากเลือกแบบผลสด ที่สวยเต่งตึง แม้ว่าจะสามารถทานได้เลย แต่ก็จะมีรสฝาดค่อนข้างมาก แต่ข้อดีคือ สามารถเก็บได้นาน 4-7 วัน

อินทผลัมสด VS อินทผลัมแห้ง แบบไหนอร่อยกว่ากัน

อินทผลัม

สำหรับอินทผลัมสดกับอินทผลัมแห้ง จะต่างกันตรงที่เนื้อสัมผัส หากแบบสด ให้กินในช่วงเวลาที่สุกพอดีก็จะมีความกรอบนิด ๆ หวานอร่อย ซึ่งอินทผลัมส่วนใหญ่นิยมรับประทานสดอยู่แล้ว โดยเฉพาะในต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นการรับประทานสด ยังได้สารอาหารแบบเต็มที่ ไม่เสียความฉ่ำของเนื้ออินทผลัมด้วย แต่อินทผลัมบางพันธุ์ก็ไม่นิยมรับประทานสด เนื่องจากจะติดรสฝาด จึงต้องนำไปทำเป็นอินทผลัมอบแห้ง ข้อดีคือสามารถเก็บเอาไว้ได้นาน โดยจะต้องมีกระบวนการอบแห้ง เพื่อยืดอายุของอินทผลัม แต่ก็ยังคงความหอมอร่อยเอาไว้ได้ นอกจากนี้ยังมีการนำอินทผลัมไปเคลือบช็อกโกแลต หรือเพิ่มเติมรสชาติอื่น ๆ อีก เป็นทางเลือกในการรับประทานของหวานได้ดียิ่งขึ้น

คุณประโยชน์ของอินทผลัมสด

  1. เป็นผลไม้ไม่มีคอเลสเตอรอล มีไขมันต่ำ
  2. เต็มไปด้วยโปรตีน และวิตามิน B1 B2 B3 B5 A1 และ C
  3. มีไฟเบอร์สูงจึงช่วยดูแลเรื่องระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
  4. โพแทสซียมสูง และมีโซเดียมต่ำ จึงช่วยลดโอกาสเกิดเส้นเลือดแตกในสมองได้
  5. ให้พลังงานสูง ประกอบด้วยน้ำตาลจำพวก กลูโคส ซูโครส และฟรุกโตส หากจะให้มีประโยชน์สูงสุดควรรับประทานร่วมกันกับนม
  6. ช่วยบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีฟลูโอไลด์ช่วยป้องกันฟันผุได้อีกด้วย
  7. มีธาตุเหล็กที่เป็นส่วนสำคัญในเม็ดเลือดแดง จึงช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางได้
  8. มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคพยาธิ และสารพิษตกค้างในลำไส้ และระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งยังยับยั้งเชื้อโรคบางตัวที่เป็นสารก่อมะเร็ง
  9. ช่วยทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง ช่วยลดความรุนแรงของแผลในกระเพาะอาหาร และช่วยป้องกันเยื่อบุในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
  10. ทำให้ชุ่มคอและลดเสมหะในลำคอได้
  11. เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักที่ดี เพราะมีไฟเบอร์สูง มีพลังงานและแคลอรีต่ำ
  12. บำรุงและรักษาสายตา อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคตาบอดแสง หรือการมองเห็นไม่ดีในเวลากลางคืนได้
  13. ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิตสูง และช่วยในโรคเบาหวาน
  14. ช่วยป้องกันมะเร็งในช่องท้อง
  15. อินทผลัมสดมีสารกระตุ้นชนิดหนึ่ง ที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งจะช่วยทำให้มดลูกบีบตัวได้อย่างง่ายดายในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ อีกทั้งยังสูญเสียเลือดในขณะคลอดอีกด้วย
  16. ช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศ เพราะมีสารฟีลกูลีลที่ช่วยบำรุงการหลั่งน้ำเชื้อของเพศชายได้

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close