Lifestyle

แอปเปิล

ผลไม้หนึ่งอย่าง ที่ทุกคนต้องรู้จัก คือ แอปเปิล แต่จะมีสักกี่คน ที่จะรู้ว่าแอปเปิลที่เคยกิน เคยเห็นนั้น มาจากไหน ? พันธุ์อะไร ? มีประโยชน์อะไรบ้าง ? ไปหาคำตอบกันได้ที่นี่ กับ MamyKid กันค่ะ

ประวัติศาสตร์ ของ แอปเปิล

ต้นแอปเปิล  หรือ Apple ตามข้อมูลทางวิชาการ มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Malus Domestica เป็นต้นไม้ผลัดใบ ในวงศ์กุหลาบ  มีผลรสหวาน เรียกว่า ผลแอปเปิล

มีปลูกอยู่กระจายไปทั่วโลก ในลักษณะของไม้ผล และ สายพันธ์ที่ถูกปลูกมากที่สุด คือ สกุล Malus ต้นแอปเปิลมีต้นกำเนิด ในเอเชียกลาง กำเนิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายพันปีในเอเชีย และ ยุโรป รวมถึงกลุ่มอาณานิคมของยุโรป ที่นำมาปลูกที่อเมริกาเหนือ

บรรพบุรุษดั้งเดิมของแอปเปิล คือ Malus Sieversii ซึ่งพบเจริญเติบโต ตามธรรมชาติ ในแถบภูเขาของเอเชียกลางในตอนใต้ของ ประเทศคาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และ เขตปกครองตนเอง ซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน

การเพาะปลูกพืชชนิดนี้ เริ่มต้นขึ้นครั้งแรก ในป่าแถบไหล่เขา ของเถือกเขาเทียนซาน วิวัฒนาการมาเป็นเวลานาน และ เกิดกระบวนการ อินโทรเกรสซัน (Introgression คือ การที่ชิ้นส่วนของโครโมโซม จากพืชชนิดหนึ่ง ถูกถ่ายทอด ไปอยู่ในพืชอีกชนิดหนึ่ง โดยการผสมพันธุ์ ข้ามชนิด หรือ ผสมข้ามสกุล)  ของยีนจากพืชชนิดอื่น ในเมล็ดพันธุ์จากการผสมเปิด เช่น การผสมข้ามสายพันธ์ุกับ แคร็บแอปเปิลมากกว่า

ส่งผลให้แอปเปิลในปัจจุบัน มีสายพันธุ์ใกล้เคียง กับแคร็ปแอปเปิลมากกว่า ต้นตระกูล Malus Sieversii ที่มีโครงสร้างคล้ายกัน ในบรรดาสายพันธุ์ ที่ไม่ได้มาจากการผสมสายพันธุ์ สายพันธุ์ Malus Sieversii เป็นที่นิยมมากกว่า

กลุ่มอาณานิคมนำแอปเปิล เข้ามาในอเมริกาเหนือ ในคริสต์ศตรวรรษที่ 17 และ สวนแอปเปิลแห่งแรก ในทวีปอเมริกาเหนือ เกิดขึ้นในบอสตัน โดย บาทหลวงวิลเลียม แบร็กซ์ตัน เมื่อ ค.ศ. 1625 แอปเปิลเพียงชนิดเดียว ที่มีต้นกำเนิดมาจากอเมริกาเหนือ คือ แคร็บแอปเปิล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเรียกว่า Common Apple  

แอปเปิลหลากหลายสายพันธุ์ ที่นำเข้าจากยุโรป ในรูปของเมล็ด แพร่หลายตามเส้นทางการค้า ของชาวอเมริกันดั้งเดิม และ ถูกนำไปปลูกที่สวนของกลุ่มอาณานิคม รายการแอปเปิลที่ได้รับการดูแลอย่างดี ในสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1845 ขายสายพันธุ์ที่ดีที่สุด ได้ 350 สายพันธุ์ นั้นแสดงให้เห็นว่า แอปเปิลสายพันธุ์จากอเมริกาเหนือ เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ภายในคริสต์ศตวรรษที่ 19

จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวไร่เก็บแอปเปิล ไว้ในห้องเก็บป้องกันความเย็น ตลอดฤดูหนาว สำหรับใช้ และเพื่อขาย ต่อมาการคมนาคมขนส่งแอปเปิล ที่พัฒนาขึ้น ได้เข้ามาแทนที่ ทำให้การเก็บรักษา ไม่จำเป็นอีกต่อไป

ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 การเก็บรักษาแอปเปิลในระยะยาว กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง สามารถเก็บแอปเปิลได้นานถึงปี โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ในการถนอมอาหารมาช่วย

ลักษณะเฉพาะ

แอปเปิลเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 3 – 12 เมตร เรือนยอดกว้าง กิ่งหนาแน่น ใบรูปไข่เรียงสลับ ยาว 5 – 12 ซม. กว้าง 3 – 6 ซม. ก้านใบยาว 2 – 5 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใต้ใบปกคลุมด้วยขนนุ่มเล็กน้อย ดอกเกิดขึ้นพร้อมการแตกใบใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกมีสีขาวแต้มสีชมพู และ เข้มขึ้นเมื่อดอกใกล้โรย มีกลีบดอกห้ากลีบ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 – 3.5 ซม. ผลสุกในฤดูใบไม้ร่วง โดยทั่วไปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 – 9 ซม. กลางผลมีคาร์เพล (carpel) ห้าโพรงเรียงตัวในรูปดาวห้าแฉก แต่ละโพรงบรรจุไปด้วยเมล็ดหนึ่งถึงสามเมล็ด

ประโยชน์แยกตามสี

แอปเปิล

ประโยชน์โดยรวมของแอปเปิล มีทั้งวิตามิน และแร่ธาติที่หลากหลาย และจำเป็นต่อร่างกาย อาทิ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินเอ กรดโฟลิก วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี และ เหล็ก เป็นต้น นอกจากนี้แอปเปิลยังมีหลายสีด้วย นอกจากประโยชน์เรื่องการเหมาะสำหรับควบคุมน้ำหนัก และบำรุงผิวพรรณแล้ว แอปเปิลแต่ละสีมีประโยชน์ที่ดีแตกต่างกันออกไปด้วย ดังนี้

แอปเปิ้ลสีแดง 
จะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเยอะที่สุด และมีวิตามินซีสูงถึง 1,500 มิลลิกรัม ทานเป็นประจำจะช่วยทำให้ผิวเต่งตึง ช่วยชะลอวัย ลดริ้วรอย ทำให้ผิวสวยอ่อนกว่าวัย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของความจำได้ด้วย ด้านการรักษาโรคช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ

คุณค่าทางโภชนาการ มีพลังงาน 59 กิโลแคลอรี่ มีน้ำ 85.33 กรัม น้ำตาล 10.48 กรัม และโพแทสเซียม 104 กรัม

แอปเปิ้ลสีชมพู หรือ แดงอ่อน ๆ
มีวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์คือ นอกจากจะช่วยเรื่องชะลอความชรา ลดโอกาสการเกิดฝ้าแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดอาการอักเสบ ลดไข้ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยทำให้ผนังของหลอดเลือดฝอยแข็งแรง

คุณค่าทางโภชนาการ มีพลังงาน 63 กิโลแคลอรี่ มีน้ำ 84.16 กรัม น้ำตาล 11.68 กรัม และโพแทสเซียม 109 กรัม

แอปเปิ้ลเขียว 
มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความฝาด ๆ เล็กน้อย เป็นแอปเปิลที่มีน้ำตาลน้อย และให้พลังงานน้อยที่สุด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้ยังมีกากใยอาหารมากที่สุดอีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการ มีพลังงาน 58 กิโลแคลอรี่ มีน้ำ 85.46 กรัม น้ำตาล 9.56 กรัม และโพแทสเซียม 120 กรัม

แอปเปิ้ลเหลือง 
มีเส้นใยอาหารสูง ช่วยล้างสารพิษจากตับ และยังช่วยบำรุงสายตา ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่อกระจก โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

คุณค่าทางโภชนาการ มีพลังงาน 57 กิโลแคลอรี่ มีน้ำ 85.81 กรัม น้ำตาล 10.04 กรัม และโพแทสเซียม 100 กรัม

สายพันธุ์ยอดนิยม

เรดดิลิเชียส (Red Delicious Apple)

แอปเปิล

เป็นแอปเปิลที่คุ้นตาเรามานานที่สุด และ เราจะเรียกกันติดปากว่า “แอปเปิลแดง” เป็นแอปเปิลยอดนิยมของโลก ต้นกำเนิดอยู่ที่ รัฐไอโอว่า สหรัฐอเมริกา ผลเป็นทรงหัวใจ สีแดงเข้ม เนื้อแน่นกรอบ รสชาติหวานละมุน นิยมกินเป็นผลสด หรือ ใส่ในสลัด

พิงค์เลดี้ (Pink Lady Apple)

Pink Lady

ชื่อ Pink Lady ทำให้มั่นใจได้เลยว่าแอปเปิลสายพันธุ์นี้ จะดูดี สวยงาม คลาสสิค พิงค์เลดี้มีสีชมพูอมแดง ถิ่นกำเนิดจากทิศตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ต้นมีความแข็งแรง และผลมีรสเปรี้ยวนิด ๆ ผลจะให้รสชาติดีที่สุดเมื่อผ่านการเก็บรักษาไว้เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน (คนไทยเราเรียกว่า “ลืมต้น”)

ฟูจิ (Fuji Apple)

Fuji

แอปเปิลฟูจิ  ผลจะมีสีแดงปนลายสีเหลือง มีถิ่นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น  เป็นลูกผสมระหว่าง แอปเปิลเรดดิลิเชียส และ แรลส์เจเน็ต เข้าสู่ตลาดปี ค.ศ. 1962 เนื้อกรอบ รสหวานโดดเด่น นิยมกินเป็นผลสด

แกรนนี่สมิธ (Granny Smith Apple)

แอปเปิล

เรามักเรียกกันว่า แอปเปิลเขียว  มีถิ่นกำเนิดจากประเทศออกสเตรเลีย มีชื่อเสียงจากรสชาติเปรี้ยวอร่อย และความกรอบ แอปเปิลแกรนนี่สมิธเป็นที่นิยมอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่เพียงเท่านั้น นี่คือแอปเปิลที่เหมาะสำหรับเป็นของหวาน และเป็นที่ชื่นชอบของผู้รักการอบพาย แกรนนี่สมิธเหมาะสำหรับสูตรอาหารต่าง ๆ เช่น สลัด ซอส ขนมอบ แช่แข็ง และ อีกมากมาย เป็นที่ถูกใจแม่บ้านทั้งหลาย

แมคอินทอช (McIntosh Apple)

แอปเปิล

แอปเปิลแมคอินทอช ผลจะมีสีแดงปนเหลืองเล็กน้อย มีถิ่นกำเนิดจากรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา เนื้อฉ่ำรสหวาน นิยมกินเป็นผลสด หรือ นำไปทำอาหารจำพวกซอสแอปเปิล หรือ แอปเปิลผัดเนย สำหรับทานเป็นของหวานก็ได้ และ ยังนำไปทำเป็นผลไม้อบแห้งได้อร่อยเช่นกัน

โกลเด้นดิลิเชียส (Golden Delicious Apple)

Golden Delicious

เรียกกันทั่วไปว่า แอปเปิลเหลือง แอปเปิลชนิดนี้เราอาจจะไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนัก ผลสีเหลือง มีถิ่นกำเนิดจากรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื้ออ่อนนุ่มเนียนละเอียด รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม เหมาะทั้งกินผลสด และ ทำเบเกอรี่ประเภทพาย

ฮันนี่คริปส์ (Honeycrisp Apple)

Honeyscrisp

เริ่มเข้าสู่ตลาดในปี ค.ศ. 1991 เป็นลูกผสมจากสายพันธุ์คีปเสก และ แอปเปิลไม่ทราบสายพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา โดดเด่นด้วยเปลือกสีแดงสดแต้มรอยจุดสีเขียวจาง รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย กรอบชุ่มฉ่ำ นิยมกินสด และนำมาเป็นส่วนประกอบอาหารทั้ง หวาน และคาว

คริปส์พิ้งค์ (Cripps Pink Apple)

Cripps Pink

กำเนิดในประเทศออสเตรเลีย เป็นพันธุ์ผสมระหว่างโกลเด้นดิลิเชียส และเลดี้วิลเลียมส์ เข้าสู่ตลาด ปี ค.ศ.1985 ผลสีชมพู สวยสะดุดตา รสหวานอมเปรี้ยวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อแน่น กรอบชุ่มฉ่ำ นิยมกินผลสด และเหมาะสำหรับ ทำของว่าง สลัด ขนมอบ เครื่องดื่ม ซอส หรือ แช่แข็ง

แจส (Jazz Apple)

Jazz

ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศนิวซีแลนด์ จากการผสมพันธ์ุระหว่างแอปเปิ้ลรอยัล กาล่า (Royal Gala) ที่โดดเด่นเรื่องรสชาติที่หวาน และมีกลิ่นหอม กับแอปเปิ้ลพันธุ์แบร์เบิร์น​ (Braeburn) แอปเปิ้ลสายพันธ์ุดั้งเดิมของนิวซีแลนด์ที่มีเนื้อกรอบแน่น รสหวานอมเปรี้ยวเข้าด้วยกัน ได้อย่างลงตัวจนเกิดเป็นแอปเปิ้ล Jazz ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คนทั่วโลกหลายคนหลงรัก โดยแอปเปิ้ลพันธุ์นี้จะให้ผลผลิตตลอดทั้งปีนี้และนิยมปลูกกันมากในวอชิงตัน นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส และชิลี  เหมาะสำหรับ ทานสด ทำของว่าง สลัด ขนมอบ เครื่องดื่ม ซอส หรือ แช่แข็ง

เอนวี่ (Envy Apple)

Envy

นับตั้งแต่วันที่แอปเปิ้ล Envy เป็นที่รู้จักของชาวโลก แอปเปิ้ลพันธุ์นี้ ก็ได้รับการชื่นชมและพูดถึงว่า เป็นแอปเปิ้ลที่ดีพร้อมทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเปลือกสีสวย รสชาติหอมหวานไม่มีเปรี้ยวปน และเนื้อแน่นกรอบ แถมสียังไม่คล้ำเร็ว แม้จะหั่นหรือกัดแล้วก็ตาม 

แอปเปิ้ล Envy ถือกำเนิดที่นิวซีแลนด์ จากการผสมพันธ์ุระหว่าง แอปเปิ้ลพันธุ์รอยัลกาล่า (Royal Gala) และ แอปเปิ้ลพันธุ์แบร์เบิร์น (Braeburn) เช่นเดียวกับแอปเปิ้ล Jazz เพราะผู้ผลิตต้องการแอปเปิลพันธ์ุใหม่ ๆ ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จนเกิดเป็น แอปเปิลเอนวี่ ที่หลายคนทั่วโลกชื่นชอบ 

สำหรับพื้นที่ที่นิยมปลูกแอปเปิ้ล Envy ได้แก่ วอชิงตัน ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของนิวซีแลนด์ และชิลี ซึ่งถือเป็นทำเลทองสำหรับการปลูกแอปเปิ้ล เพราะต้นแอปเปิ้ลจะได้สัมผัสอากาศอุ่น ๆ จากแสงแดดในตอนกลางวันและอากาศเย็นสบายในช่วงเย็นนั่นเอง

แอปเปิล

ได้รู้จักกับ แอปเปิล กันแบบลึก ๆ แล้ว ก็รีบไปหามาทานกันเลย แต่ไม่ควรทานเกินวันละ 4 ลูก เพราะจะให้ได้รับสารอาหารเกินความต้องการของร่างกาย ที่สำคัญหลาย ๆ คนชอบปอกเปลือกออก รู้ไหมว่าสารอาหารดี ๆ ที่เป็นประโยชน์อยู่ที่เปลือกของแอปเปิลนั่นแหล่ะ ทานทั้งเปลือก และอย่าลืมล้างให้สะอาดก่อนทานกันด้วย MamyKid ห่วงใยสุขภาพของทุกคนนะคะ

ขอบคุณภาพจาก Freepik

Tags
Back to top button
Close